การตรวจสุขภาพประจำปี นั้นสำคัญไฉน

ada

ตอนนี้คนเรามักจะมีเสี่ยงต่อการเป็นโรคมากมาย ทั้งที่ในปัจจุบันนี้ล้วนแล้วแต่ มีสิ่งอำนวยความสะดวกรวดเร็ว แต่โรคภัย ไข้เจ็บ ต่างๆ ก็เกิดขึ้นมาใหม่ แข่งกับความเจริญทางวัตถุเช่นกัน ทำให้ สุขภาพ ร่างกายของเรานั้นยิ่งเสื่อมถอยลงไปทุกวัน ดังนั้น เราควรจะตรวจสุขภาพของเราทุกปี เพื่อเป็นการป้องกัน ไว้ก่อนที่จะสายเกินไป

มาชมกันว่าควรจะตรวจอะไรกันบ้าง

1. การวัดความดันโลหิต
เพื่อ ค้นหาว่ามีภาวะความดันโลหิตสูงหรือไม่ เนื่องจากบางรายอาจมีความดันโลหิตสูงโดยที่ยังไม่มีอาการแสดงที่ผิดปกติ

2. การประเมินดัชนีมวลกาย (Body Mass Index)
เพื่อ ประเมินความสมดุลระหว่างส่วนสูงและน้ำหนัก ซึ่งหากมีค่าดัชนีมวลกายสูงกว่าเกณฑ์ก็อาจก่อให้เกิดโรคต่างๆได้

3. การตรวจหมู่เลือด (Blood Group)
เพื่อทราบหมู่เลือดและเกิดความมั่นใจในการรับหรือบริจาคเลือด ซึ่งการรับหรือบริจาคเลือดจำเป็นที่จะต้องได้โลหิตหมู่ที่ถูกต้องตรงกัน

4. การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด Complete Blood Count)
เพื่อประเมินภาวะซีด ระดับความเข้มข้นของเลือด ซึ่งบางรายอาจไม่มีอาการแสดงที่ผิดปกติ

5. การตรวจระดับน้ำตาลในเลือด (Fasting Blood Sugar)
เพื่อประเมินภาวะการเป็นโรคเบาหวาน ซึ่งบางรายอาจมีความผิดปกติบางอย่างเกิดขึ้นแล้วแต่ไม่เคยตรวจหาระดับน้ำตาลในเลือด นอกจากนั้นโรคเบาหวานยังสามารถถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ได้ด้วย

6. การตรวจความสมบูรณ์ของปัสสาวะ (Urine Analysis)
เพื่อค้นหาความผิดปกติของระบบทางเดินปัสสาวะ เช่น การติดเชื้อ นิ่วในทางเดินปัสสาวะ เป็นต้น

7. การตรวจอุจจาระ (Stool Exam)
เพื่อตรวจหาความผิดปกติระบบขับถ่าย ตรวจหาเชื้อ และไข่พยาธิในทางเดินอาหาร ซึ่งจำเป็นอย่างมากโดยเฉพาะผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับการปรุง การเตรียมอาหาร เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีการแพร่พยาธิลงไปในอาหาร

8. การเอกซเรย์ทรวงอก (Chest X-Ray)
เพื่อค้นหาความผิดปกติของปอด เยื่อหุ้มปอด และกระดูกทรวงอก โดยเฉพาะผู้ที่สูบบุหรี่ หรือทำงานในสภาพแวดล้อมที่มีฝุ่น ควัน ไอระเหย ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดโรค เช่น โรคถุงลมโป่งพอง วัณโรค และโรคอื่น ๆ

9. การตรวจการทำงานของตับ (SGOT, SGPT, ALK.P.)
เพื่อตรวจหาความผิดปกติในการทำงานของตับ เช่น มีภาวะตับอักเสบ หรือไม่ ซึ่งการอักเสบของนี้ อาจมีสาเหตุได้จากเชื้อไวรัสตับอักเสบ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ การรับประทานยาบางชนิด เป็นต้น นอกจากนั้นค่าของ ALK.P. ยังบ่งชี้ภาวะการทำลายกระดูก หรือการมีก้อนเนื้อในร่างกายได้อีกด้วย

10. การตรวจการทำงานของไต (BUN, CR)
เพื่อตรวจระดับสารเคมีในเลือดที่ไตต้องกรองออกจากร่างกายว่ามีระดับสูงเกินปกติหรือไม่ หากมีระดับของสารเคมี
ชนิดนี้สูง ก็อาจมีภาวะไตเสื่อม หรือไตวายได้

42-1

11. การตรวจระดับกรดยูริค (Uric Acid)
เพื่อตรวจหาโรคเก๊าท์ หรืออาจเป็นสาเหตุของโรคนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะก็ได้ ผู้ที่ชอบรับประทานสัตว์ปีก เครื่องในสัตว์ หน่อไม้ มักจะเสี่ยงต่อการมีระดับกรดยูริคสูง

12. การตรวจระดับไขมันโคเลสเตอรอล, ไตรกลีเซอไรด์ (Cholesterol, Triglyceride)
เพื่อตรวจหาระดับไขมันที่เป็นสาเหตุของโรคหลอดเลือดหัวใจ หรือหลอดเลือดสมองอุดตันซึ่งมีอันตรายมาก ผู้ที่ชอบรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง ปลาหมึก หอยนางรม ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ประจำ มักมีความเสี่ยงต่อการมีไขมันในเลือดสูง

13. การตรวจระดับไขมันความหนาแน่นสูง (High-Density Lipoprotein)
เพื่อตรวจหาระดับไขมันชนิดที่ดี ซึ่งสามารถป้องกันโรคหลอดเลือดอุดตันได้ ไขมันชนิดนี้จะมีได้โดยการออกกำลังกายสม่ำเสมอ

14. การตรวจระดับไขมันความหนาแน่นต่ำ (Low-Density Lipoprotein)
เพื่อหาระดับไขมันชนิดที่ไม่ดี ซึ่งเป็นอีกสาเหตุหนึ่งของโรคหลอดเลือดอุดตัน

15. การตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี (HBs Ag)
เพื่อค้นหาว่าร่างกายของเราเคยได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี แล้วหรือยัง ซึ่งโรคไวรัสตับอักเสบ บี นี้ หากมีอาการเจ็บป่วยก็จะส่งผลเสียหายอย่างมากต่อการทำงานและร่างกายของบุคคลนั้น

16. การตรวจหาภูมิคุ้มกันไวรัสตับอักเสบ บี (Anti HBs)
เพื่อหาว่าร่างกายหลังจากมีการรับเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี เข้ามาแล้ว มีการสร้างภูมิต้านทานขึ้นมาเองตามธรรมชาติแล้วหรือยัง ซึ่งหากยังไม่มีภูมิคุ้มกัน ก็จำเป็นที่จะต้องรับการฉีดวัคซีนเพื่อสร้างภูมิต้านทานขึ้นมา

17. การตรวจหาสารบ่งชี้มะเร็งต่อมลูกหมาก (PSA)
เพื่อตรวจหาระดับสารชนิดหนึ่งในเลือด ที่จะบ่งชี้ว่ามีความผิดปกติของมะเร็งต่อมลูกหมากหรือไม่ หากมีความผิดปกติก็จำเป็นที่จะต้องรับการวินิจฉัยและรักษาเพิ่มเติม

18. การตรวจหาสารบ่งชี้มะเร็งตับ (Alpha Fetoprotein)
เพื่อตรวจหาระดับสารชนิดหนึ่งในเลือด ที่จะบ่งชี้ว่ามีความผิดปกติของมะเร็งตับหรือไม่ หากมีความผิดปกติก็จำเป็นที่จะต้องรับการวินิจฉัยและรักษาเพิ่มเติม

19. การตรวจมะเร็งปากมดลูก (Pap smear , Thin prep)
เพื่อตรวจหาเซลล์เนื้อเยื่อที่บริเวณปากมดลูกว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์มะเร็งหรือไม่ หากพบในระยะเริ่มต้นก็สามารถรักษาให้หายได้ สตรีที่แต่งงานแล้วหรืออายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป จำเป็นต้องได้รับการตรวจหามะเร็งปากมดลูก

20. การตรวจมะเร็งเต้านม (Mammogram)
เพื่อตรวจหาก้อนเนื้อที่ผิดปกติในเต้านม และวินิจฉัยเพิ่มเติมว่าเป็นมะเร็งเต้านมหรือไม่ สตรีที่เคยให้นมบุตรหรืออายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป จำเป็นต้องได้รับการตรวจหามะเร็งเต้านม

21. การตรวจทางเดินอาหารส่วนต้น (Upper GI Series)
เพื่อค้นหาว่ามีก้อนเนื้อ การอักเสบ และลักษณะความผิดปกติของระบบทางเดินอาหารส่วนต้นอย่างอื่น ๆ หรือไม่

22. การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG)
เป็นการตรวจและบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจเพื่อตรวจสอบเบื้องต้นว่ากล้ามเนื้อ และหลอดเลือดหัวใจมีความผิดปกติหรือไม่ ผู้ที่เคยมีอาการเจ็บ เสียว แน่นหน้าอกบ่อยๆ ควรรับการตรวจคลื่นหัวใจไฟฟ้า

23. การตรวจสมรรถภาพหัวใจโดยการวิ่งสายพาน (EST)
เป็นการตรวจวัดการทำงานของหัวใจโดยละเอียด ซึ่งใช้ประกอบการวินิจฉัย โรคหลอดเลือดหัวใจ ลิ้นหัวใจ กล้ามเนื้อหัวใจ ว่ามีความผิดปกติอย่างไร ผู้ที่ทำงานในภาวะเครียดสูงและเคยมีอาการเจ็บ แน่นหน้าอก ควรรับการตรวจสมรรถภาพหัวใจ

24. การตรวจวัดความหนาแน่นกระดูก (Bonedensity)
เป็นการตรวจหาภาวะกระดูกบาง กระดูกพรุน ที่อาจพบได้ในผู้ที่มีอายุมากขึ้น โดยเฉพาะเพศหญิงจะมีความเสี่ยงต่อภาวะกระดูกเปราะบางและอาจเกิดกระดูกหักเองได้เมื่อสูงอายุ

25. การตรวจความยืดหยุ่นของเส้นเลือด (ABI)
เป็นการประเมินความเสี่ยงของการอุดตันของเส้นเลือดแดงตั้งแต่เริ่มแรก ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง และการสูบบุหรี่ล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดหลอดเลือดแดงแข็ง และอุดตันได้

พอทราบกันอย่างนี้แล้วอย่าลืมดูแลสุขภาพ มั่นตรวจสุขภาพกันหน่อยนะคะ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *