กินอะไรช่วย ป้องกัน “ผมหงอกก่อนวัยอันควร”

hair

การกินมีผลกับร่างกายไม่ใช่แค่สุขภาพเท่านั้น ยังส่งผลไปถึงแม้กระทั่งเส้นผมของ คุณๆ ได้ ไม่ว่าจะผมดำ หรือหงอกขาวทั้งศีรษะก็มีปัจจัยหนึ่งมาจากการทานอาหารด้วย ซึ่งถ้าทานได้ดีและถูกต้อง ก็จะเป็นการบำรุงให้ผมดกดำงาม สลวย แต่ถ้าทานอะไรที่ไม่ดีต่อ ผม ก็จะหงอกเร็วได้เช่นกัน อยากรู้แล้วใช่หรือป่าวค่ะ ว่าอะไรที่ทำให้ ผมหงอก เร็วจะได้ไม่รับประทาน ถ้าอย่างงั้นตามอ่านต่อไปได้เลยค่ะ

ขอเริ่มด้วยการอธิบายถึง แร่ธาตุหลัก 3 ชนิด ที่เป็นเสมือนอาหารอันโอชะของ ‘ผม’ อันได้แก่ ไบโอติน (Biotin)สังกะสี (Zinc), และซีลีเนียม (Selenium)


ไบโอติน (Biotin) ซึ่งจะพบได้มากในไข่แดงสุก และ จมูกข้าวสาลี  ไบโอติน (Biotin) คือ ธาตุบำรุง ผม ที่อยู่ในไข่แดง เรียกอีกอย่างว่า วิตามินบี7 (Vitamin B7) และหลักการกินไข่แดงให้ได้ประโยชน์ และไม่ต้องกังวลเรื่องคอเลสเตอรอล (Cholesterol) คือ ให้กินวันละ 1 ฟอง และต้องเน้นด้วยว่า ต้องเป็นไข่สุกเท่านั้น หากกินไข่ลวก อาจจะไม่ได้ช่วยบำรุงผม เพราะในไข่ขาวดิบ จะมีธาตุตัวหนี่งที่มันจะคอยดึงไบโอตินออกไป ฉะนั้นถ้าเรากินไข่ลวก ก็อาจไม่ส่งผลดีต่อสุขภาพ ผม ได้เช่นกัน และ ไบโอติน (Biotin) นี้ นอกจากจะมีในไข่แดงของสัตว์แล้ว ยังมีในไข่แดงของพืชด้วย ซึ่งไข่แดงพืชก็คือ จมูกข้าวนั่นเอง จมูกข้าวสาลี หรือที่เรียกว่า วีทเจิม (Wheat Germ) พวกนี้จะมีไบโอตินเยอะ เพราะส่วนนี้จะเป็นเหมือนสารอาหารที่พืชเก็บไว้ให้กับลูกของมัน ถ้าบางคนไม่รู้จัก ให้นึกถึงเมล็ดข้าวที่แหว่งไปนิดหน่อย ส่วนที่แหว่งหายไปคือ จมูกข้าว ที่มีไบโอตินอยู่เยอะเลย

สังกะสี (Zinc) อีกชื่อที่คนไทยชอบเรียกกันว่า แร่ธาตุสังกะสี หรือซิงค์ จะมีมากในหอยนางรม แต่หลายคนมักกลัวเรื่องคอเลสเตอรอล ซึ่งจริงๆ แล้ว คอเลสเตอรอลในอาหารทะเลไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดเลยค่ะ เพราะในอาหารทะเลจะมีโอเมก้า3 อยู่ด้วย ซึ่งโอเมก้า3 จะคอยดักคอเลสเตอรอลพวกนี้อยู่แล้ว

พูดง่ายๆ คือ แม้จะมีคอเลสเตอรอลในอาหารทะเลจะเยอะจริง แต่ว่ามันก็มีไขมันที่เป็นพระเอก นั่นคือ โอเมก้า3 ที่ธรรมชาติได้สร้างมาดักไขมันเลวเอาไว้แล้ว แม้แต่ปลาหมึก ที่เชื่อว่าคนมีไขมันสูงไม่ควรกิน จริงๆ แล้วก็กินได้ เพราะมันมีโอเมก้า3 เหมือนกัน ถ้าเปรียบแล้ว โอเมก้า3 จะเหมือนกับเทศบาล คอเลสเตอรอลเหมือนขยะ ดังนั้นถ้าเรามีเทศบาลดี มันก็จะดักขยะได้ดี กำจัดขยะได้หมด

ถ้าไม่ชอบทานหอยนางรม หันมาทานเมล็ดฟักทอง, เมล็ดทานตะวัน ก็ได้แร่ธาตุสังกะสีเช่นกัน

สังกะสี (Zinc) ที่มีในหอยนางรม จะเยอะพอๆ กับสังกะสีแบบเม็ด (อาหารเสริมชนิดเม็ด) ดังนั้นถ้าเรากินหอยนางรม 1 ถ้วยตวง จะได้สังกะสีพอๆ กับกิน สังกะสีที่เป็นวิตามินเสริม 1 เม็ดเลย แต่ถ้าใครไม่อยากกิน แหล่งอื่นที่มีสังกะสี ก็เช่น เมล็ดฟักทอง เมล็ดทานตะวัน กินสักวันละ 1 กำมือ ก็จะได้สังกะสีช่วยบำรุงผมเช่นกันค่ะ

ซีลีเนียม (Selenium) สารอาหารตัวสุดท้ายจะ แร่ธาตุที่พบมากใน ‘เห็ด’  เป็นเห็ดอะไรก็ได้ เพราะเห็ดส่วนใหญ่จะมีซีลีเนียมอยู่ในเห็ดทุกชนิด  นอกจากนี้แล้วผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรวัฒน์ ถึงกับยกย่องให้ ‘เห็ด’ เป็นพระเอกสำหรับผมเลยทีเดียว เพราะนอกจากจะมีซีลีเนียมช่วบบำรุงผมแล้ว เห็ดยังมีแพนโทเธนิค (Pantothenic) ธาตุสำคัญอีกตัวที่ช่วยรักษาเม็ดสีภายในผม ป้องกันผมหงอกได้เป็นอย่างดีมากเลย

การที่ผมเราจะสีดำ สีทอง หรือสีจาง มันขึ้นอยู่กับเม็ดสีในผม อย่าง คนเอเชียที่ผมดำ เพราะว่ามันมีเมลานิน (Melanin) หรือเม็ดสีนินอยู่ในผม ซึ่งสารอาหารที่ช่วยบำรุงให้ผมดำก็คือ วิตามินบี5 (Vitamin B5) 

วิตามินบี5 หรือเรียกอีกอย่างว่า แพนโทเธนิค เรามักคุ้นหู จากการที่แชมพูหลายยี่ห้อนำมาใช้เป็นส่วนผสม ซึ่งแท้จริงแล้ววิตามินตัวนี้มีอยู่ในเห็ดด้วย จะเห็นได้ว่าเห็ดเป็นพระเอกสำหรับเรื่องผมเลย มีทั้งซีลีเนียม และแพนโทเธนิค ทั้งนี้นอกจากในเห็ดแล้ว แพนโทเธนิคยังมีในบล็อกเคอรี่และถั่วด้วย อาหารเหล่านี้จะช่วยเพิ่มเม็ดสีนิน หรือเมลานินในผม ชะลอไม่ให้ผมขาวเร็ว และช่วยให้ผมดำได้ด้วย

เมื่อถามถึงภูมิความรู้โบราณ ที่หลายคนมักได้ยินกันว่า งาดำ และ ดอกอัญชัน ช่วยให้ผมสวยผมเงางามนั้นจริงแท้แค่ไหน? คุณหมอตอบทันควันว่า “จริงแท้แน่นอน”

งา ช่วยเรื่องผมได้เช่นกัน เพราะมีธาตุซีลีเนียมและแคลเซียม (Calcium) เยอะ ซึ่งแคลเซียมก็ช่วยเรื่องผมได้เช่นกัน โดยเฉพาะงาดำ ให้จำง่ายๆ เราคนเอเชียผมดำ ก็ต้องกินงาดำ เพราะงาดำมีแคลเซียมเยอะมาก นอกจากนี้มันยังมีน้ำมันดีๆ ตัวหนึ่งที่ช่วยเรื่องผมได้ น้ำมันตัวนี้อยู่ในกลุ่มเซซาโมลิน (Sesamolin)

ถ้าเราทานงาดำ 4 ช้อนโต๊ะต่อวัน จะได้ปริมาณแคลเซียม 1,000 มิลลิกรัมเลย ซึ่งมันจะช่วยบำรุงผมได้อย่างดี อย่างที่คนโบราณพูดถูกเป๊ะเลย นั่นคือ น้ำมันงา จะกินก็ได้ จะทาก็ดี แต่ต้องเน้นอีกอย่างว่า ควรทานเป็นงาคั่วดีกว่า เพราะการทานงาดิบ บางทีทานไปแล้วก็อาจเกิดพิษได้เหมือนกัน ทานงาคั่วดีกว่าครับ กลิ่นหอมชวนรับประทานกว่าด้วย”

เช่นเดียวกับดอกอัญชัน ที่คุณปู่ คุณย่า นิยมนำมาใช้ทาผม ทาคิ้ว กันมาตั้งแต่อดีต คุณหมอด้านเวชศาสตตร์ชะลอวัยยืนยันว่า ดอกอัญชันมีคุณประโยชน์ต่อผมจริง ทว่าควรใช้เฉพาะภายนอกนะคะ เนื่องจากการรับประทานอัญชัน หากมากเกินควร ก็อาจเกิดพิษได้

อัญชัน ที่คนสมัยก่อนนิยมนำมาแต้มคิ้วเด็ก ให้คิ้วเด็กดำ หรือมักเอามาทาผม อันนี้ใช้ได้ดีเลยครับ เพราะในดอกอัญชันจะมีธาตุที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระชื่อ ธาตุม่วงต้านร่วงโรย หรือ OPCs (Oligomeric Proanthocyanidins) ซึ่งถือเป็นซูเปอร์แอนตี้ออกซิแดนท์ ช่วยป้องกันไม่ให้ผมร่วงได้ด้วย

แต่อัญชันนี้ ถ้าให้ดีกับผม ควรจะใช้ทาหรือหมักผม อาจทำโดยบดแล้วกรองแต่น้ำเอามาหมักผมสักครู่ แล้วค่อยล้างออก ก็จะช่วยให้ผมสุขภาพดีขึ้น แต่ต้องระวังอย่าให้เข้าตาด้วย เพราะอัญชันมีพิษอยู่ เช่นเดียวกับการดื่มน้ำอัญชันนะครับ ทานได้แต่ไม่ควรทานเยอะ เพราะตัวอัญชันมีพิษทานแล้วอาจรู้สึกมึนได้

 

เมื่อบอกถึงอาหารบำรุงผมไปอย่างครบถ้วน คุณหมอแนะต่อว่า บางครั้งการที่ผมร่วง ไม่ดกดำ ขาดความเงางาม อาจเกิดจากปัจจัยภายในตัวเอง เช่นเรื่อง ความอ้วน ก็เป็นได้ ..นั่นแน่! หลายคนคงสงสัยว่า ‘ความอ้วน’ เกี่ยวข้องกับเรื่องผมดกดำได้อย่างไร

“เคล็ดอีกอย่าง สำหรับคนอยากมีผมดกดำ แนะนำว่าถ้าใครอ้วน ให้ลดน้ำหนักด้วย ยิ่งลดหน้าท้อง ลดพุงได้มากเท่าไหร่ ผมคุณก็อาจจะกลับมาดกดำและดีขึ้นได้ เพราะลองสังเกตว่า ผู้ชายอ้วนมักจะมาพร้อมกับผมบาง นึกภาพอย่างขุนช้าง (ตัวเอกในวรรณคดีเรื่อง ขุนช้างขุนแผน) ได้เลย จะอ้วนด้วย ผมบางด้วย นั่นเป็นเพราะพุงกะทิ (หน้าท้องที่เต็มไปด้วยไขมัน) มันจะสร้างธาตุที่มาทำลายผม ทำให้ผมเสื่อมเร็ว ธาตุพวกนี้ก็เช่น อินซูลิน (Insulin) ที่สร้างมาจากไขมัน ซึ่งอินซูลิน เป็นธาตุหนึ่งที่ทำให้ร่างกายแก่เร็ว โทรมเร็ว และมันก็มีผลกับเรื่องผมได้เหมือนกัน ดังนั้นแนะนำว่า หนุ่มๆ หรือแม้แต่สาวๆ ที่ผมบาง อาจจะใช้วิธีง่ายๆ เช่น การลดน้ำหนักก่อน บางทีผมคุณอาจจะกลับมาดูดี หรือกลับมาดกดำก็ได้ ด้วยการลดพุงกะทินี่แหละ”

ข้อมุลนี้อ้างอิงจาก  นพ.กฤษดา ศิรามพุช ที่ลงใน  CelebOnline ค่ะ   ซึ่งเพื่อนๆ รู้อย่างนี้แล้วน่าจะทราบว่าควรจะปฏิบัตรตัวอย่างไรเพื่อรักษาให้ผมดำเงางามได้ตลอดไป นะคะ ^_^

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *