“มะเร็งลำไส้ใหญ่” โรคที่คร่าชีวิตมนุษย์เป็นอันดับต้นๆ

sick

โรคมะเร็งทั้งหลายนั้น “มะเร็งลำไส้ใหญ่” นับได้ว่าเป็นสาเหตุสำคัญที่คร่าชีวิตมนุษย์เราเป็นอันดับต้นๆ และปัจจุบันอุบัติการณ์ของโรคนี้ในประเทศไทยนับวันยิ่งเพิ่มสูงขึ้น สาเหตุหนึ่งมากจากอิทธิพลของวัฒนธรรมตะวันตกที่นิยมลอกเลียนแบบวิถีชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการบริโภค

มะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นมะเร็งชนิดร้ายแรงพอสมควร แต่ก็เป็นมะเร็งที่รักษาให้หายขาดได้เช่นกัน ดังจะเห็นได้ว่าโอกาสรอดชีวิตเกิน 5 ปี หลังการผ่าตัดมีถึง 60% และจะเพิ่มเป็น 80% ถ้าแพทย์สามารถวินิจฉัยมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้เร็วขึ้น

ประเด็นสำคัญคือ โอกาสเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ จะเพิ่มขึ้นตามวัย โดยปกติจะพบน้อยในคนอายุไม่ถึง 40 ปี แต่โอกาสเสี่ยงจะเพิ่มเป็น 2 เท่าทันทีหลังอายุ 50 ปี และความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นอีกถ้าหากมีปัจจัยเสริมดังต่อไปนี้

• มีญาติใกล้ชิด เช่น พ่อแม่หรือพี่น้องเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่
• มีญาติใกล้ชิดที่เป็นโรคเนื้องอกของลำไส้ใหญ่ ชนิดที่เรียกว่า FAMILIAL POLYPOSIS
• เป็นโรคลำไส้อักเสบ
• รับประทานอาหารที่อุดมด้วยไขมัน มีเส้นใยอาหารต่ำ
• มีประวัติเคยเป็นเนื้องอกชนิดโพลิปของลำไส้ใหญ่ เนื้องอกชนิดนี้ส่วนใหญ่จะไม่กลายเป็นมะเร็ง แต่ถ้าปล่อยทิ้งไว้ให้ก้อนเนื้อเจริญเติบโตบนผนังของลำไส้ใหญ่ไปนานๆ บางก้อนก็จะกลายเป็นเนื้อร้ายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโพลิปที่มีขนาดใหญ่กว่า 1 เซนติเมตร จะมีโอกาสกลายเป็นมะเร็งได้มากกว่าก้อนเนื้อที่มีขนาดเล็กกว่านั้น

อาการที่พึงสังเกตว่ามะเร็งลำไส้ใหญ่อาจกำลังคุกคามหรือก่อตัวขึ้นคือ

• เลือดออกทางทวารหนัก
• อุปนิสัยการขับถ่ายที่เปลี่ยนไป เช่น เคยท้องผูกกลับถ่ายเหลวบ่อย ๆ เคยถ่ายปกติกลับท้องผูก เป็นต้น
• ปวดมวนในท้องหรือปวดท้องบ่อยๆ
• โลหิตจางโดยไม่ทราบสาเหตุ
• น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ

สิ่งสำคัญที่ควรตระหนักไว้คือ มะเร็งลำไส้ใหญ่ อาจปรากฏขึ้นที่ผิวหนังลำไส้โดยไม่มีอาการแสดงอะไรเลย แต่ถ้าเป็นจนมีอาการดังกล่าวข้างต้น อาจหมายความว่าก้อนมะเร็งมีขนาดใหญ่มากแล้ว จึงขอให้รีบพบแพทย์เฉพาะทางโดยเร็ว เนื่องจากการตรวจจับมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาให้หายขาดได้

ตรวจให้พบแต่แรกเริ่ม กุญแจสำคัญของการรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่

เนื่องจากโอกาสในการรักษาโรคมะเร็งให้หายขาดได้ในปัจจุบัน ขึ้นอยู่กับการค้นพบหรือวินิจฉัยได้ตั้งแต่แรกเริ่มเป็นเป็นสำคัญ เพื่อผลการรักษาที่ดีขึ้น นักวิจัยทางการแพทย์จึงพยายามหาวิธีตรวจหามะเร็งลำไส้ใหญ่ที่สะดวกและให้ผลละเอียดแม่นยำ ซึ่งปัจจุบันมีหลายวิธี แต่วิธีใดจะเหมาะสม คุ้มค่า และมีประสิทธิภาพมากที่สุดนั้น ต้องพิจารณาแต่ละกรณีไป ปัจจุบันมีวิธีต่างๆ ให้เลือกตรวจคัดกรองหามะเร็งลำไส้ใหญ่ ซึ่งแต่ละวิธีมีข้อดีและข้อจำกัดต่างกันดังนี้

1. ใช้นิ้วตรวจทวารหนัก
คือการที่แพทย์สวมถุงมือแล้วใช้นิ้วทาสารหล่อลื่นเพื่อสอดนิ้วผ่านเข้าไปทางรูทวารหนัก เพื่อตรวจลำไส้ใหญ่และทวารหนักส่วนปลาย จัดเป็นวิธีที่ง่าย สะดวก และไม่เจ็บ สามารถทำได้ที่ห้องตรวจของหมอทั่วไป

2. การตรวจหาเลือดในอุจจาระ
ปกติอุจจาระที่เราขับถ่ายทุกวันจะไม่มีเลือดปนอยู่ แต่ถ้าเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่แล้วอาจทำให้เลือดออกมาจากเนื้อร้าย ซึ่งเลือดเพียงนิดเดียวเวลาปนเปื้อนมาในอุจจาระจะสามารถตรวจพบได้

3. การส่องกล้องตรวจทวารหนัก
เนื่องจากมะเร็งของลำไส้ใหญ่ส่วนใหญ่ จะเป็นที่ลำไส้ใหญ่ส่วนปลายต่อเนื่องถึงทวารหนัก จึงอาจใช้กล้องส่องตรวจทวารหนักแบบสั้นซึ่งมีความยาว 25 เซนติเมตร ส่องดูผนังทวารหนักซึ่งจะวินิจฉัยเนื้องอกโพลิปและมะเร็งขนาด 1 เซนติเมตรขึ้นไปได้ผลแม่นยำกว่า 95% วิธีนี้มีความแม่นยำในการวินิจฉัย และในหลายกรณีสามารถทำการผ่าตัดเนื้องอกหรือเนื้อร้ายออกได้เลย

4. การถ่ายภาพรังสีของลำไส้ใหญ่
การสวนแป้งแบเรียมเข้าไปฉาบลำไส้ใหญ่แล้วถ่ายภาพเอกซเรย์ ใช้เวลาตรวจประมาณ 30 นาที ซึ่งบางกรณีรังสีแพทย์จะใช้เทคนิคสวนแป้งแบเรียมร่วมกับแก๊ส คือลมเข้าไปด้วย เพื่อทำให้ภาพที่เห็นชัดเจนช่วยการวินิจฉัยได้แม่นยำขึ้น

รู้ได้อย่างไร ว่าเมื่อไหร่ควรตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ ?

เนื่องจากมะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นโรคที่ค่อยเป็นค่อยไป จึงอาจมีรอยโรคแฝงอยู่โดยไม่มีอาการแสดงอยู่เป็นเวลาหลายปี แต่ถ้าโชคดีตรวจพบได้แต่เนิ่นๆ อาจทำให้รักษาหายขาดได้ ดังนั้นในกรณีที่มีอายุเกิน 50 ปีแล้ว การตรวจร่างกายประจำปีเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากสมาชิกในครอบครัวคนใดคนหนึ่งเป็นโรคนี้ด้วยแล้ว ควรระมัดระวังให้มากขึ้น และเข้ารับการตรวจคัดกรองดังแนวทางข้างต้น

ที่มา : ศูนย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลเวชธานี www.vejthani.com

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *