วิธีเลือกปลาสำหรับเด็กน้อย

22-10-2556 15-48-22

คุณแม่คงเคยได้ยินอยู่บ่อยครั้งว่า ถ้าอยากให้ลูกฉลาดต้องกินปลาเยอะ ๆ และคงมีคำถามในใจต่อว่าแล้วปลาชนิดไหนล่ะที่ควรให้ลูกกิน เลยชวนคุณแม่มาปรุงเมนูปลาให้ลูกน้อย

3 ปลา…ชวนชิม

 

ก่อนอื่นต้องรู้ก่อนว่า เนื้อปลามีคุณสมบัติพิเศษกว่าอาหารที่ให้โปรตีนชนิดอื่น ตรงที่มีโปรตีนและกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย ซึ่งเหมาะกับการเจริญเติบโตของเด็ก ที่สำคัญยังย่อยง่าย เพราะปลามีเนื้อเยื่อเล็ก ๆ ที่ไม่เหนียว มีไขมันแทรกอยู่ในเนื้อน้อยกว่าเนื้อหมูและเนื้อไก่ แถมหาซื้อง่ายอีกด้วย (ว้าว) แล้วจะไม่ให้กินปลาได้ยังไงล่ะ วันนี้มีปลา 3 ชนิดที่ยกให้เป็นพระเอกมาแนะนำให้คุณแม่รู้จัก ดูสิว่าพระเอกแต่ละตัวโดดเด่นแตกต่างกันอย่างไรบ้าง

 

 ปลาอินทรี

ควรเริ่มให้ลูกกินเมื่ออายุ 8-10 เดือน

คุณสมบัติพิเศษ : เนื้อฟู รสชาติอร่อย มีความหวานในเนื้อเยอะ และมีปริมาณเนื้อมากพอที่จะให้ใช้ทำอาหาร ขูดเอาแต่เนื้อ ทิ้งหนัง ก็ยังมีปริมาณมาก ถ้าเทียบกับปลาชนิดอื่นที่ตัวเท่า ๆ กัน

การเลือกซื้อ : ตาใส เหงือกแดง เนื้อปลากดไม่บุ๋ม มีความยืดหยุ่นของเนื้อปลา แต่ถ้าตาไม่ใสแล้ว ต้องสังเกตเหงือก และท้องปลาต้องไม่แตกหรือมีไส้ทะลักออกมา

 

 ปลาทู

เป็นปลาทะเลที่ควรเริ่มให้ลูกกินเมื่ออายุ 10 เดือนขึ้นไป เพราะเด็กบางคนมีโอกาสแพ้ปลาทะเล และอาหารทะเลได้มากกว่าปลาน้ำจืด

คุณสมบัติพิเศษ :  เป็นปลาทะเลราคาถูกที่สุดในกลุ่มปลาทะเลด้วยกัน หาซื้อง่าย เนื้อนุ่ม นำไปทอดพอหนังตึง ๆ เอาไปทำเป็นซุปปลาทู เนื้อหวานเชียวล่ะ แต่ต้องระวังก้างที่ซ่อนอยู่ตามแกนกลางตัวด้วยนะคะ

การเลือกซื้อ : ปลาทูนึ่งจะเลือกที่เนื้อไม่ยุ่ย หนังไม่ถลอกและมีเงาบ้าง แต่ถ้าเป็นปลาทูสด ก็ใช้หลักการซื้อปลาทั่ว ๆ ไปค่ะ

 

 ปลาช่อน

เป็นปลาน้ำจืดที่ควรเริ่มให้ลูกกินเมื่ออายุ 6-8 เดือน

คุณสมบัติพิเศษ :  เป็นปลาน้ำจืดที่มีโอเมก้า 3 มากกว่าปลาน้ำจืดชนิดอื่น ๆ และถ้าอยากทำอาหารให้อร่อย ต้องเอาไปทอดเลาะหนังออก จะได้เนื้อที่ฟูนุ่มไปปรุงอาหาร หรือหั่นเป็นท่อน ต้มน้ำซุปก็อร่อยไม่เบา

การเลือกซื้อ : ความสดของปลาช่อนสังเกตจากเกร็ด มีสีใส เรียงตัวแน่น ไม่หลุดลอก แต่ถ้าเกร็ดหลุดง่าย และไม่ติดแน่นแสดงว่าปลาไม่สด

 

รู้เรื่องโอเมก้า 3

กรดไขมันโอเมก้า 3 เป็นกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย เพราะมีส่วนสำคัญต่อโครงสร้างเนื้อเยื่อร่างกาย อีกทั้งยังมีผลต่อการพัฒนาสมองและดวงตา แต่กรดโอเมก้า 3 นี้ ร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้ จึงต้องกินอาหารที่มีโอเมก้า 3 และอาหารที่มีกรดไขมันชนิดนี้มากที่สุด ก็คือ ปลาทะเล เช่น ปลากะพง ปลาทู ฯลฯ และปลาน้ำจืดอย่าง ปลาช่อน นอกจากนี้ยังสามารถกินน้ำมันปลาที่สกัดมาจากหัวและส่วนต่าง ๆ ของปลา ก็จะได้รับกรดไขมันโอเมก้า 3 เหมือนกันค่ะ

 

ปรุงปลาอย่างมืออาชีพ

 

แค่ได้ยินว่า “ปลา” คุณแม่หลายคนอาจถึงกับร้องโอย เพราะทำยาก แถมเจ้าตัวเล็กยังไม่ค่อยชอบกินด้วย ปรุงเมนูปลาให้ลูกเล็กกินใช่เรื่องง่ายซะที่ไหน จริงไหมคะ แต่ถ้าคุณแม่รู้เทคนิคต่อไปนี้ จะมีเมนูปลาให้เบบี๋เลือกอีกมากมายเชียวล่ะ…

 

ต้องทอดปลาด้วยไฟแรงและใช้เวลาน้อย เพราะถึงหนังปลาข้างนอกจะกรอบหรือเกรียม แต่เนื้อปลาข้างในจะสุกพอดี คุณแม่เลาะหนังออกเอาเนื้อนุ่ม ๆ ไปปรุงอาหารอื่นต่อได้

ถ้าคุณแม่กลัวว่า ปลาตัวใหญ่จะสุกไม่ทั่วทั้งตัวให้บั้งหรือแบ่งครึ่ง และถ้าไม่ห่วงเรื่องความสวยงามก็เอาไม้เล็ก ๆ จิ้มทั่วตัว เพื่อให้น้ำมันซึมเข้าไปขณะทอดปลาก็สุกทั่วตัว

ใช้น้ำมะนาวทาตัวปลา จะทำให้ไม่ติดกระทะ และลดกลิ่นคาวของปลาลงได้

เวลาต้มปลาควรต้มน้ำซุปให้เดือด ค่อยนำปลาลงไปต้ม ปิดฝา และห้ามคนเพราะกรดอะมิโนในเนื้อปลาจะแตกตัว ทำให้ปลามีกลิ่นคาว ควรปล่อยให้ปลาค่อย ๆ สุก

ใบตะไคร้ ใบเตย หรือเกลือเม็ดใหญ่ จะช่วยล้างเมือกของปลาให้สะอาดขึ้น

สำหรับเบบี๋คุณแม่ดับกลิ่นคาวปลาได้ด้วย ผักและเครื่องเทศบางชนิด เช่น ขึ้นฉ่าย มะเขือเทศ ข่าอ่อน เพียงเล็กน้อย เป็นต้น

 

ข้อมูลจาก http://www.snowbrand.co.th

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *