สมุนไพรที่มีประโยชน์ สำหรับสาวๆ มาฝากกันค่ะ

สมุนไพรไทยกำลังเป็นที่นิยมสำหรับชาวต่างๆ ชาติ อันดับแรกเพราะว่าราคาไม่แพง แถมด้วยสรรพคุณนั้นดีเกินราคามากจริงๆ ทำให้ฝรั่งหันมาให้ความสนใจ ตัวอย่าง เช่น สมุนไพรดังต่อไปนี้ค่ะ

ว่านชักมดลูก

กระชับและดับกลิ่นภายในช่องคลอด
แก้ไข้ทับฤดู ลดอาการปวดประจำเดือน
มีส่วนช่วยเสริมหรือขยายหน้าอก

พญาช้างเผือก

ถอนพิษ แก้อักเสบ ลดอาการปวดท้อง
ผิดปกติในช่วงมีประจำ เดือน แก้น้ำ เหลืองเสีย
แก้ร้อนใน บำรุงธาตุ บำรุงโลหิต บำรุงกำลัง
เส้นเอ็น แก้ปวดเมื่อย

พริกไทยดำ

ช่วยให้ระบบย่อยอาหาร
และระบบเผาพลาญทำงานดีขึ้น

ขมิ้นอ้อย

รักษาอาการบวมช้ำ ยับยั้งเชื้อรา
และแบคทีเรีย บำรุงผิวพรรณ

ใบบัวบก

แก้อ่อนเพลีย บำรุงธาตุ
บำรุงหัวใจ ขับโลหิตเสีย

มะขาม

แก้อาการท้องผูกท้องเดิน

ซึ่งตอนนี้กำลังนิยมเอามาเป็นส่วนผสมยาแผนปัจจุบันอยู่มาก ยังไงก็ลองดูนะคะ ว่าอันไหนมีประโยชน์ยังไง ถ้าจะทานยาหรืออาหารเสริมที่ส่วนผสมสมุนไพรพวกนี้ก็จะได้ทราบว่า แต่ละอย่างช่วยอะไรบ้างค่ะ ^^

อาชีพมุงกระเบื้องใยหิน…อันตรายจริงหรือ?

อาชีพมุงกระเบื้องใยหิน…อันตรายจริงหรือ?

วันนี้มี วีดีโอ จากผู้มีอาชีพเกี่ยวข้องมาฝากกันค่ะ

YouTube Preview Image

จดหมายเปิดผนึกถึง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

จดหมายเปิดผนึก แร่ใยหิน
จดหมายเปิดผนึกถึง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
จดหมายเปิดผนึกถึง
ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

 

เรื่อง  โปรดพิจารณาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับแร่ใยหินไครโซไทล์

เรียน  ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี และ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ พลเอกประยุทธ จันทร์โอชา อ่านเพิ่มเติม จดหมายเปิดผนึกถึง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

ประโยชน์ของน้ำมะเขือเทศ เคล็ดลับไม่ควรพลาด

1. ช่วยบำรุงผิวพรรณให้ชุ่มชื่นสดใส ไม่แห้งกร้าน

2. มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดและชะลอการเกิดริ้วรอยแห่งวัย

3. น้ำมะเขือเทศช่วยเพิ่มความสดชื่นให้แก่ร่างกาย

4. ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรง

5. มีวิตามินเอซึ่งมีส่วนช่วยบำรุงสายตา

6. มะเขือเทศ มีบีตาแคโรทีน และฟอสฟอรัสในปริมาณมาก

7. มะเขือเทศช่วยในการรักษาสิว ด้วยการนำน้ำมะเขือเทศมาพอกผิวหน้า หรือฝานบางๆแล้วนำมาแปะหน้าก็ได้

8. ช่วยทำให้ผิวหน้าเต่งตึงสดใส ด้วยการนำน้ำมะเขือเทศมาพอกผิวหน้า หรือฝานบางๆแล้วนำมาแปะหน้าก็ได้

9. เป็นที่นิยมนำมาทำเป็นอาหารได้หลายเมนู เช่น ข้าวผัด ซุป ยำต่างๆ เป็นต้น

10. ช่วยให้ร่างกายสามารถต่อสู้กับโรคหอบหืดได้มากถึง 45%

11. ช่วยป้องกันโรคสมองเสื่อม หรืออัลไซเมอร์

12. ช่วยรักษาโรคลักปิดลักเปิด เลือดออกตามไรฟัน

13. ช่วยป้องกันการแข็งตัวของหลอดเลือด

14. มะเขือเทศมีฤทธิ์ในการช่วยขับปัสสาวะ

15. ช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูง

16. ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ

17. ช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดภาวะเส้นเลือดตีบ การเกิดโรคหัวใจวาย สำหรับผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำ

18. ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด

19. ช่วยในระบบย่อยในกระเพาะอาหารและช่วยในการขับถ่ายอุจจาระได้สะดวก

20. ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อรา

21. ช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคมะเร็งลำไส้

22. ช่วยลดความเสี่ยงจากโรคมะเร็งต่อมลูกหมากในเพศชายได้ถึง 45% หากรับประทานมะเขือเทศเป็นประจำ

23. ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งรังไข่ ในเพศหญิง

24. หมักผมด้วยน้ำมะเขือเทศ ด้วยการใช้มะเขือเทศหมักผมจะช่วยป้องกันการเปลี่ยนไปของสีผม อันเนื่องมาจากการว่ายในน้ำในสระที่มีคลอรีน

25. น้ำมะเขือเทศนำมาใช้ขัดเครื่องประดับเงินชิ้นโปรดของคุณให้เงางามเหมือนเดิมได้ ด้วยการนำน้ำมะเขือเทศมาถูแล้วล้างน้ำออก

ออกกำลังกาย มีประโยชน์อะไรบ้างรู้หรือป่าว

ผลต่อโรคความดันโลหิตสูง(140/90)

ผู้ที่ไม่ออกกำลังกายจะมีโอกาศเป็นความดันโลหิตสูงเพิ่มขึ้น 35%
การออกกกำลังอย่างสท่ำเสมอจะลดทั้งความดัน systole และ diastole อย่างชัดเจน
คนไข้ที่มีความดันโลหิตสูงที่ออกกำลังอย่างสม่ำเสมอจะมีอัตราการเสี่ยงชีวิตจากโรคแทรกซ้อน น้อยกว่าผู้ที่ไม่ได้ออกกำลัง
การออกกำลังจะช่วยเพิ่มอายุ 1-1.5ปี

ผลต่อโรคเส้นเลือดสมอง

อัตราการเกิดโรคหลอดเลือดสมองลดลงเมื่ออกกำลังกายเพิ่มขึ้น
เมื่อขึ้นบันไดวันละ 20 ขั้นจะลดอัตราการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดลงร้อยละ 20
ผู้ที่ออกกกำลังกายโดยการเดินเร็วๆสัปดาห์ละ 3 ชั่วโมงจะมีอุบัติการของโรคหัวใจและหลอดเลือดลดลงร้อยละ 40

ผลต่อโรคเบาหวาน

ผู้ที่ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะมีโอกาสการเกิดโรคเบาหวานลดลงร้อยละ 42
ผู้ออกกกำลังมากจนกระทั่งเหงื่อออก 1 ครั้งต่อสัปดาห์จะมีอุบัติการของการเกิดโรคเบาหวานลดลงร้อยละ 22

ผลต่อหัวใจ

ผู้ที่ไม่ออกกำลังกายจะมีโอกาศเสียชีวิตเป็นสองเท่าของผู้ที่ออกกำลังกาย
การออกกำลังกายจะทำให้เลือดไปเลี้ยงหัวใจเพิ่มขึ้น
การออกกำลังกายจะทำให้หัวใจสะสมพลังงานไว้ใช้เมื่อเวลาหัวใจต้องทำงานหนัก
เพิ่มความแข็งแรงในการบีบตัวของหัวใจ
ลดระดับไขมันในเลือด เพิ่มระดับ HDL (ซึ่งเป็นไขมันที่ดี)
ลดระดับความดันโลหิต ลดการเต้นของหัวใจ ทำให้หัวใจทำงานน้อยลง
ผลต่อภูมิคุ้มกัน

การออกกำลังกายปานกลางจะลดการเกิดโรคทางเดินหายใจลงร้อยละ 29
สำหรับการออกกำลังกายอย่างหนัก เช่นการวิ่งมาราธอน พบว่ามีการติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น
นอกจากนั้นการเจาะเลือดพบว่าผู้ออกกำลังกายจะมีการอักเสบลดลง( creactive proteine)

ผลต่อมะเร็ง

การออกกำลังกายจะลดการเกิดโรคมะเร็งได้ร้อยละ 46
ผลต่อคุณภาพชีวิต

การออกกำลังกาย 1500 กิโลแครอรีต่อสัปดาห์(ออกกำลังกายหนักปานกลาง)จะเพิ่มอายุ 1.57 ปีและลดอุบัติการการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรลงร้อยลง 67
สำหรับผู้สูงอายุทุก 1 ไมล์ที่เดินจะลดอุบัติการเสียชีวิตลงร้อยละ 19
การออกกกำลังอย่างสม่ำเสมอ(อายุ 45-84)จะลดการเสียชีวิตร้อยละ 18
การออกกำลังกายและโรคซึมเศร้า

โรคซึมเศร้าและโรคอ้วนมักจะมีสาเหตุร่วมกันได้แก่ ความเครียด ความวิตกกังวล และการมองว่าตัวเองด้อยค่า การออกกำลังกายจะทำให้มีการเพิ่มของ serotonin และ endorphins ซึ่งสารทั้งสองจะทำให้ลดความเครียด ลดความกังวล และเชื่อว่าการออกกำลังกายจะรักษาโรคซึมเศร้าในกรณีที่เป็นไม่มาก

การนอนหลับ

การออกกำลังกายจะทำให้การนอนหลับดีขึ้น

เทคนิค ในการดูแลดวงตา

เทคนิคง่าย ๆ ต่อไปนี้เพื่อดูแลสุขภาพตาของคุณก่อนที่จะสายเกินไป 


1. พบจักษุแพทย์เพื่อทำการตรวจตาอย่างละเอียด คุณอาจจะคิดว่าสายตาของคุณเป็นปกติไม่มีปัญหาเรื่องการมองเห็น แต่การไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจโดยละเอียดก็จะช่วยทำให้แน่ใจได้ว่าไม่มี ปัญหาจริง ๆ เนื่องจากโรคตาบางชนิด เช่นต้อหิน วุ้นในตาเสื่อม อาจจะเกิดขึ้น โดยที่ไม่มีอาการเตือนล่วงหน้า แต่สามารถตรวจพบได้โดยการตรวจตาโดยจักษุแพทย์ ในบางครั้งแพทย์จะทำการขยายม่านตา โดยให้ยาหยอดตา ทำให้สามารถตรวจได้ละเอียดมากยิ่งขึ้น 


2.โรค ตาที่มีในครอบครัว หากญาติของคุณมีโรคตา เป็นเรื่องสำคัญที่คุณจะต้องรู้ด้วยว่าใครเป็นโรคตาอะไร เนื่องจากโรคตาบางชนิดสามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรม หากมีประวัติในครอบครัว คุณก็จะมีความเสี่ยงมากยิ่งขึ้น เพื่อทำการตรวจทำการป้องกันก่อนที่จะสายเกินไป 


3.เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อดวงตา คุณอาจจะเคยได้ยินว่าการรับประทานแครอทจะมีประโยชน์ต่อ แต่นอกเหนือไปจากแครอท การรับประทานผลไม้ และผักใบเขียว ก็สามารถช่วยทำให้ตาของคุณมีสุขภาพที่ดีได้เช่นกัน นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยที่พบว่า การรับประทานอาหารที่มี Omega-3 สูง เช่นปลาแซลมอน ปลาทูน่า ก็จะสามารถช่วยบำรุงสายตาได้เช่นกัน 


4.การ ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ในคนที่มีน้ำหนักตัวมากเกินไปจะมีความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคเบาหวาน และโรคอื่น ๆ ซึ่งอาจจะนำไปสู่ความผิดปกติของดวงตาได้ เช่นโรคตาจากเบาหวาน หรือความดันโลหิตสูง ดังนั้นการควบคุมน้ำหนักให้ดีก็เป็นประโยชน์ต่อดวงตาเช่นกัน 


5.การ สวมแว่นเพื่อป้องกันดวงตา โดยเฉพาะเวลาที่เล่นกีฬาหรือมีกิจกรรมที่อาจจะเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ หรืออุบัติเหตุต่อดวงตา เช่นการเล่นกีฬาบางอย่าง การทำงานเฟอร์นิเจอร์ ส่วนใหญ่แว่นประเภทนี้จะทำมาจาก polycarbonate ซึ่งมีความแข็งแรงกว่าพลาสติกประมาณ 10 เท่า 


6.งด สูบบุหรี่ นอกจากบุหรี่จะเป็นอันตรายต่อหัวใจ เส้นเลือด และเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งแล้ว บุหรี่ยังเพิ่มความเสี่นงต่อการเกิดโรควุ้นในตาเสื่อม ต้อกระจก และการทำลายเส้นประสาทตาอีกด้วย ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดตาบอดได้ 


7.ใช้แว่นกันแดด เพื่อเป็นการป้องกันรังสี UV เวลาเลือกซื้อพยามเลือกที่สามารถป้องกันได้ทั้ง UV-A และ UV-B ได้ 99-100%


8.การพักสายตา ถ้าคุณใช้เวลาอยู่กับคอมพิวเตอร์ หรือใช้สายตาเพ่งมากเกินไป บางครั้ง การกระพริบตาจะน้อยลงโดยที่คุณไม่รู้ตัว และทำให้กล้ามเนื้อตาล้า และตาแห้งได้ พยายามใช้กฏ 20-20-20 คือ ทุก 20 นาที มองไปไกล 20 ฟุต ประมาณ 20 วินาที เพื่อเป็นการพักสายตา และป้องกันสายตาล้า ปวดตาได้ 


9.ล้างมือให้สะอาดเป็นประจำ หากต้องใช้คอนแทคส์ ควรเรียนรู้และฝึกฝนที่จะใช้ให้ถูกต้อง เพื่อป้องกันการติดเชื้อ 


10. ป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นในที่ทำงาน หากต้องทำงานที่เสี่ยงต่ออุบัติเหตุต่อดวงตาต้องใส่แว่นทุกครั้งอุปกรณ์ป้องกันทุกครั้ง

5 เคล็ดลับ ควรป้องกันและหลีกเลี่ยงเพื่อผิวสวย

1. ควรหลีกเลี่ยงแสงแดดในช่วงเวลา 10.00-16.00 น. เพราะช่วงเวลาดังกล่าวแสงแดดจากดวงอาทิตย์จะมีปริมาณแสง UV ที่สามารถทำร้ายผิวเราได้อย่างมาก ถ้าเลี่ยงไม่ได้ควรทาครีมกันแดดเพื่อป้องกันผิวของเราจากแสงแดด เพื่อผิวที่ดูขาวใสกระจ่างอย่างต่อเนื่อง

2. ควรทาครีมกันแดดเสมอ แม้ว่าจะไม่ได้ออกไปเจอแสงอาทิตย์ แต่คุณทราบหรือไม่ว่า แสงจากหลอดไฟภายในบ้านหรือที่ทำงานก็เป็นตัวการทำให้ผิวของเราคล้ำได้

3. ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากสาร Hudroquine หรือสารปรอท เพราะส่วนผสมเหล่านี้ อาจทำให้เกิดรอยแผลหรือเกิดมะเร็งได้หากสะสมในร่างกายมาก

4. ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ที่มีสารเร่งให้ผิวขาว ซึ่งมันสามารถทำลายผิวของคุณและอาจเกิดรอยแผลไหม้ได้

5. ห้ามรับประทานวิตามินซีมากเกินไป เพราะจะมีผลต่อสุขภาพของร่างกายได้ เช่น อาจทำให้เกิดนิ่วในไตได้

 

รับทราบกันตามนี้นะคะ

เคล็ดลับเด็ด แก้ปัญหาคิ้วบาง

ปัญหาคิ้วบางเป็นปัญหาที่น่าที่หนักใจสาวๆ คิ้วบางทั้งหลายวันนี้เรามีเคล็ดลับดีๆ มาฝาก

ดอกอัญชัน นำดอกอัญชันมาล้างให้สะอาดแล้วบดเอาแต่น้ำ จากนั้นนำไปทาให้ทั่วคิ้วทั้งสองข้าง ทิ้งไว้ 1 ชั่วโมง รอจนแห้งสนิท หรือทาก่อนนอน สารแอนโธไซยานินในดอกอัญชัน จะช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดกระตุ้นรากขนทำให้ขนคิ้วดำเข้มมากขึ้น

น้ำมันมะกอก ให้สาว ๆ ใช้คัตตอนบัตจุ่มลงในน้ำมันมะกอกชนิดบริสุทธิ์ให้ชุ่มพอประมาณ จากนั้นจึงนำมาทาบาง ๆ ที่คิ้วทั้งสองข้าง แล้วนวดเบา ๆ ทิ้งไว้ 10 นาที วิตามินอีและวิตามินบีที่อยู่ในน้ำมันมะกอก จะช่วยบำรุงให้ขนคิ้วยาวและแข็งแรง

นมสด ใช้สำลีชุบน้ำนมพอประมาณแล้วนำมาทาหรือกดลงไปตามแนวคิ้วทั้งสองข้าง ทิ้งไว้จนแห้งแล้วล้างออก โปรตีน แร่ธาตุ และวิตามินที่อยู่ในนม จะกระตุ้นให้รากขนทำงานได้ดียิ่งขึ้น เพิ่มความแข็งแร็งและความยาวได้อีกด้วย

ปิโตรเลียมเจลลี่ เนื่องจากในปิโตรเลียมเจลลี่มีประโยชน์ในด้านการกักเก็บความชื้นโดยตรง เมื่อทาลงไปยังผิวหนังหรือส่วนต่าง ๆ จะช่วยทำให้รูขุมขนชุ่มชื้นและขนคิ้วดกหนาดำเงาได้ง่าย ๆ เพียงแค่นำมาทำลงบนแนวคิ้วก่อนนอนเป็นประจำทุกวัน แค่นี้ก็มีคิ้วเข้มสวยได้แล้วล่ะค่ะ

ตัดเล็มขนคิ้วบ่อย ๆ นับเป็นวิธีง่าย ๆ ที่ช่วยกระตุ้นการการทำงานให้ขนคิ้วยาวขึ้น แต่ทว่าสำหรับใครที่กลัวว่าเล็มขนคิ้วแล้วจะแหว่งหรือไม่เป็นทรง อาจเขียนโครงคิ้วหรือร่างไว้คร่าว ๆ แล้วค่อย ๆ ใช้กรรไกรเล็มทีละนิด รับรองคิ้วยาวขึ้นแน่นอน

ใช้คอนดิชันเนอร์บำรุงคิ้ว สาว ๆ หลายคนอาจจะเคยเห็นไอเทมชิ้นนี้ผ่านตามาบ้าง เนื่องจากคอนดิชันเนอร์บำรุงคิ้วจะมีลักษณะเป็นแท่งคล้ายมาสคาร่า แถมการใช้งานก็คล้ายคลึงกัน เพียงแค่นำมาปัดบำรุงคิ้ววันละ 1–2 ครั้ง ก็ช่วยบำรุงคิ้วบางให้ดูหนาและดกดำขึ้นได้

โกนขนคิ้ว แม้จะเป็นวิธีที่ค่อนข้างทรมานใจสำหรับสาวคิ้วบาง แต่การโกนคิ้วจะช่วยให้ขนคิ้วที่เกิดขึ้นมาใหม่หนาและยาวกว่าเดิม อาจโกนขนคิ้วช่วงปลายออกเล็กน้อย จากนั้นเมื่อผ่านไป 1-2 สัปดาห์ขนใหม่จะค่อย ๆ ยาวและหนาขึ้นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

พอกหน้าด้วย ไข่ขาว เคล็ดลับบำรุงผิว ราคาถูก

อยากหน้าเด็ก แลดูใสกิ๊ก ที่สำคัญราคาไม่แพง แน่นอนค่ะ เพียงแค่ใช้ไข่ขาวของไข่ไก่เท่านั้น

วิธีทำก็ง่ายแสนง่ายค่ะ  เริ่มจาก

  • เลือกไข่ไก่ที่สดสะอาด น้ำมาล้างขจัดสิ่งสกปรกก่อนนะคะ
  • ตอกไข่ แยกระหว่าง ไข่แดง และ ไข่ขาวออกจากกัน  เราใช้เฉพาะไข่ขาวเท่านั้น  ส่วนไข่แดงเอาไปทำไข่เจียว ไข่ตุ๋นต่อแล้วกันนะ
  • ล้างหน้าทำความสะอาดใบหน้าก่อน  ซับให้แห้งค่ะ
  • แล้วเริ่มใช้สำลี จุมในไข่ขาว นำมาทาให้ทั่วใบหน้าเลย   รอจนแห้งประมาณ 10-15 นาที
  • พอแห้งสนิทจะรู้สึกว่าผิวหน้า จะตึงๆ ให้ไปล้างทำความสะอาดผิวหน้าด้วยน้ำเย็นได้เลยค่ะ

สูตรบำรุงนี้ ขอแนะนำให้ ทำสัปดาห์ละ 2-3 ครั้งนะคะ จะช่วยให้ผิวหน้าเรียบเนีนยขึ้น  สิวเสี้ยนต่างๆ เริ่มลดน้อยลงไปเรื่อยๆค่ะ

 

ทานอาหาร 2 มื้อสามารถลดเอวได้จ้า…

นักวิจัยจากสาธารณรัฐเช็กทำการศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพการกินอาหารของผู้ป่วยโรคเบาหวานประเภทที่ 2 ระหว่างการแบ่งมื้ออาหารเป็นหลายๆ มื้อ กับการกินอาหารเพียง 2 มื้อ โดยมีปริมาณอาหารเท่าๆ กัน พบการกิจอาหาร 2 มื้อสามารถช่วยให้ผู้ป่วยลดน้ำหนักและควบคุมระดับน้ำตาลได้ดีกว่าผู้ที่กินอาหารหลายมื้อ

ทีมวิจัยทำการทดสอบกลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยโรคเบาหวานประเภท 2 หรือโรคเบาหวานที่่ร่างกายผลิตอินซูลินสำหรับควบคุมน้ำตาลได้น้อยผิดปกติ จำนวนทั้งหมด 54 คน ในวัย 30-70 ปี โดยแบ่งเป็นกลุ่มละ 27 คน กลุ่มแรกจะได้รับอาหารวันละ 6 มื้อ ขณะที่กลุ่มที่ 2 จะได้รับอาหารเพียงวันละ 2 มื้อ โดยทั้งสองกลุ่มจะได้รับอาหารโดยเฉลี่ย 1,700 แคลอรีต่อวัน ระยะเวลาการทดสอบ 12 สัปดาห์

ทีมวิจัยเปรียบเทียบผลการตรวจร่างกายระหว่างกลุ่มที่กินอาหาร 2 มื้อ กับกลุ่มที่กินอาหาร 6 มื้อ ซึ่งเป็นวิธีการที่ใช้กันทั่วไปสำหรับการควบคุมน้ำตาลสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานในสาธารณรัฐเช็ก โดยพบว่ากลุ่มที่กินอาหาร 2 มื้อ (ช่วงเช้า และบ่าย) กลับมีน้ำหนักที่ลดลงเฉลี่ย 1.4 กิโลกรัม และรอบเอวลดลง 4 เซนติเมตร มากกว่ากลุ่มที่กินอาหาร 6 มื้อ

ดอกเตอร์ฮานา คาห์เลโอวา จากสถาบันการแพทย์เวชศาสตร์และการทดลองระบุว่าผลการทดลองเป็นที่น่าพอใจ และยังน่าประหลาดใจด้วยเมื่อพบว่าผู้ป่วยที่กิน 2 มื้อ ซึ่งมีความรู้สึกในตอนแรกว่าตนเองอาจหิวในช่วงบ่าย แต่กลุ่มนี้กลับรู้สึกพอใจมากกว่ากลุ่มที่กิน 6 มื้อ อย่างไรก็ตาม ดอกเตอร์คาห์เลโอวา ระบุว่าวิธีการดังกล่าวอาจสามารถประยุกต์ใช้กับผู้ที่ไม่เป็นโรคเบาหวานที่ต้องการลดน้ำหนักได้ด้วย

ด้านดอกเตอร์ริชาร์ด อีเลียตต์ เจ้าหน้าที่สื่อสารการวิจัยจากสำนักงานโรคเบาหวานในอังกฤษ ระบุว่าการศึกษาดังกล่าวเป็นหลักฐานหนึ่งที่ทำให้เห็นว่าการลดจำนวนมื้อแต่เพิ่มปริมาณขึ้น อาจมีประสิทธิภาพกว่าการลดปริมาณและเพิ่มจำนวนมื้อขึ้น อย่างไรก็ตาม ดอกเตอร์อีเลียตต์ ระบุว่าจำเป็นต้องมีการศึกษาที่มีจำนวนกลุ่มตัวอย่างมากขึ้นต่อไป

………………..

(ที่มา:มติชนรายวัน21พ.ค.57)

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟซบุ๊กกับมติชนออนไลน์
www.facebook.com/MatichonOnline