บำรุงผิวหน้าด้วย Rosewater Balancing Mist Intense Deluxe Edition2 จาก Jurlique

เมื่อศาสตร์อันทรงคุณค่าจากธรรมชาติ ถ่ายทอดลงสู่ผลิตภัณฑ์ ให้คุณได้สัมผัสถึงความงดงามที่ส่องประกายเจิดสจัส

เชิญสัมผัส! Rosewater Balancing Mist Intense Deluxe Edition2 ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าบางเบาในรูปแบบสเปรย์มิสท์ อุดมด้วยสารสกัดจากดอกกุหลาบ และพลังจากพืชพรรณธรรมชาติ มอบความชุ่มชื้นสู่ผิว ให้ผิวแลดูเนียนนุ่ม สดชื่น และสว่างใสอย่างเป็นธรรมชาติ ได้แล้วที่ เจอร์ลีคทุกสาขาคะ

ส่วนประกอบที่สำคัญ

Marshmallow :สารสกัดจาก Humectant ที่มีศักยภาพในการกักเก็บความชุ่มชื้นให้ผิว

Aloe Vera :ด้วยคุณประโยชน์จาก Polysaccharides และ กรดอะมิโน ช่วยปลอบประโลมผิว พร้อมปรับสภาพผิวที่แห้งกร้านให้ชุ่มชื้น

Limited Edition Rose Blend :ด้วยการผสมผสานของสารสกัดจากกุหลาบถึง 5 สายพันธุ์ ประกอบด้วย Rosa Gallica,Rose Centifolia,Hibiscus Rose Sinensis,Rosa Canina and Rosa Multiflora ช่วยคงความชุ่มชื่น บรรเทาและรักษาความสมดุลของผิว

ผ่านการทดสอบจากแพทย์ผิวหนัง ผลิตจากกระบวนการสกัดจากกุหลาบธรรมชาติ 100% ปราศจาก พาราเบน,PEGs,ซิลิโคน,สีปรุงแต่ง และสารกันเสีย

แพทริก เดอมาเชลีเย่ (Patrick Demarchelier) แนะนำเทรนด์ผม 4 สไตล์

ในโลกของแฟชั่นและสไตล์ผมไม่มีอะไรหยุดนิ่ง ทั้งสาวน้อยสาวใหญ่จึงต้องตามติดตลอดว่ามีทรงไหนและสีอะไรที่กำลังมาแรงแซงโค้งบ้างในช่วงนี้ ชวาร์สคอฟ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลและจัดแต่งทรงผมระดับโลก จึงได้แนะนำเทรนด์ผมล่าสุดประจำปี 2013 (Schwarzkopf Looks 2013) รวม 4 สไตล์ ได้แก่ Big Bob, Gloss, Sleekcolor และ Fringer ซึ่งเหมาะกับสาวๆ ทุกวัย ทุกแบบ ไม่ว่าจะเป็นสาวแกร่ง สาวกล้า สาวหวาน หรือสาวมั่น โดยทั้ง 4 สไตล์ล้วนได้แรงบันดาลใจมาจากแคทวอล์คระดับโลกอย่างมิลาน ปารีส นิวยอร์ก และลอนดอน บวกบุคลิกของสาวออฟฟิศผู้มาดมั่นในย่านไฮโซของมหาครนิวยอร์ก ถือว่าเป็นเทรนด์การจัดแต่งทรงผมที่ก้าวล้ำนำแฟชั่นในยุคนี้เอามากๆ

แพทริก เดอมาเชลีเย่ (Patrick Demarchelier) ช่างภาพแฟชั่นชั้นนำชาวฝรั่งเศส ให้ความเห็นไว้ว่า “จากภาพที่ถ่ายทอดให้เห็นถึงเทรนด์ผมทั้ง 4 สไตล์ นำความเก๋ไก๋ตามมุมมองของดีไซเนอร์แถวหน้าออกมาเฉิดฉายบนท้องถนน แม้จะเป็นสไตล์สุดฮิปตามแบบฉบับสาวๆ ในย่านอัพทาวน์ของนิวยอร์ก ซึ่งต้องดูเนี้ยบ เรียบเก๋ และเรียกว่าตั้งใจสวยอยู่ตลอดเวลา แต่ทุกสไตล์มีความพิเศษตรงที่ทำได้ไม่ยาก ใช้ได้กับทุกงาน เพียงมีอุปกรณ์และเลือกผลิตภัณฑ์ตกแต่งทรงผมที่ใช่ เท่านี้ ใครๆ ก็เป็นเจ้าของทรงผมสวยเด่นได้ในเวลาไม่กี่นาที

14-8-2556 20-06-01

ทีนี้ลองมาดูกันว่าแต่ละสไตล์มีจุดเด่นตรงไหน เริ่มที่สไตล์ร่วมสมัยที่ผสมผสานศิลปะการตกแต่งทรงผมหลายยุคเข้าด้วยกันอย่าง Big Bob ซึ่งเหมาะกับสาวๆ ที่ชอบเล่นกับโวลุ่มในแนวนอน โดยทำผมด้านข้างและด้านหลังของศีรษะให้ดูพองหนาเลียนแบบบ๊อบ ทำให้ดูสง่าและได้ลุ๊คแบบเรโทรหน่อยๆ ขณะเดียวกันก็ไม่ทิ้งความทันสมัยและเรียบหรู ทั้งยังเข้ากันดีกับชุดสวยของสุดยอดดีไซเนอร์ Oscar de la Renta หรือแม้แต่เสื้อยืดกับกางเกงยีนธรรมดา อีกสไตล์ที่น่าสนใจคือ Gloss ซึ่งเหมาะกับผู้หญิงที่อยากปลดปล่อยตัวเองออกจากกรอบเดิมๆ เหมือนสโนว์ไวท์ที่ก้าวออกจากโลกของเทพนิยายมาสู่โลกสมัยใหม่ในมาดสาวนักธุรกิจที่มั่นอกมั่นใจสูง แต่ยังคงไว้ซึ่งความสงบเสงี่ยมเจียมตัวในแบบของผู้หญิงที่ซ่อนความคิดอันเสรีและไม่หวั่นกับการทดลองทำสิ่งใหม่ๆ โดยปล่อยผมยาวทิ้งเลยระดับไหล่ลงมาให้ดูสลวยอย่างอิสระแต่สร้างลอนแบบจงใจใต้ระดับคาง ซึ่งดูเท่ได้ไม่ว่าจะแสกข้างหรือแสกกลาง

 

สำหรับสาวๆ ที่กล้าเล่นกับสีสันจัดจ้าน Sleekcolor เน้นความโฉบเฉี่ยวแบบสตรีทลุ๊คที่ส่งเสริมให้ผู้หญิงทุกวัยกล้าจะมีสไตล์ที่แตกต่างเป็นของตัวเอง เป็นการผสมผสานเรื่องของสีสัน วัสดุ และเลเยอร์ โดยใช้หลากหลายเฉดสีที่ตัดกันเป็นริ้วลายและไม่มีข้อจำกัดในการเล่นสี เหมาะกับสาวๆ ที่ชอบหวีแสกกลาง สาวผมยาว หรือผมที่เน้นประกายแวววาวแบบ glossy หรือตัด undercut แถมยังเลือกได้ว่าจะใส่กับชุดกลางคืนหรือเสื้อผ้าแนวพั๊งบวกแจ๊คเก็ตหนังและบูทยาว สุดท้ายคือสไตล์ Fringer ที่เข้ากับสาวผมแดงเจิดจ้าทุกเฉดสี ตั้งแต่ทองแดงไปจนถึงสี rhubarb (สีแดงของก้านโกฐน้ำเต้า) และอิฐแดง เหมาะกับใครก็ตามที่ชอบลุ๊คทันสมัยและช่วยให้ดูอ่อนวัยลงไปอีกด้วยหน้าม้ากว้างตัดตรงลงมาถึงระดับคิ้ว (เดิมทีบนแคทวอล์คเรามักจะเห็นหน้าม้าสั้นเต่อ) ซึ่งดูแลรักษาง่ายและเหมาะกับผู้หญิงส่วนใหญ่

 

แบบผมทุกสไตล์ที่ว่ามานี้ล้วนได้รับการยืนยันจากกูรูแล้วว่าจะทำให้ผู้หญิงเราดูดีมีระดับราวกับท้อปโมเดลหลุดออกมาจากแคทวอล์ค ทั้งยังเข้ากับเสื้อผ้าและการแต่งกายในเกือบทุกโอกาส รู้อย่างนี้แล้วก็เลือกว่าจะเปรี้ยวเฉี่ยวกันแบบไหนได้เลยค่ะ สวยไม่ต้องแคร์สื่อแล้ว

การตรวจสุขภาพประจำปี นั้นสำคัญไฉน

ตอนนี้คนเรามักจะมีเสี่ยงต่อการเป็นโรคมากมาย ทั้งที่ในปัจจุบันนี้ล้วนแล้วแต่ มีสิ่งอำนวยความสะดวกรวดเร็ว แต่โรคภัย ไข้เจ็บ ต่างๆ ก็เกิดขึ้นมาใหม่ แข่งกับความเจริญทางวัตถุเช่นกัน ทำให้ สุขภาพ ร่างกายของเรานั้นยิ่งเสื่อมถอยลงไปทุกวัน ดังนั้น เราควรจะตรวจสุขภาพของเราทุกปี เพื่อเป็นการป้องกัน ไว้ก่อนที่จะสายเกินไป

มาชมกันว่าควรจะตรวจอะไรกันบ้าง

1. การวัดความดันโลหิต
เพื่อ ค้นหาว่ามีภาวะความดันโลหิตสูงหรือไม่ เนื่องจากบางรายอาจมีความดันโลหิตสูงโดยที่ยังไม่มีอาการแสดงที่ผิดปกติ

2. การประเมินดัชนีมวลกาย (Body Mass Index)
เพื่อ ประเมินความสมดุลระหว่างส่วนสูงและน้ำหนัก ซึ่งหากมีค่าดัชนีมวลกายสูงกว่าเกณฑ์ก็อาจก่อให้เกิดโรคต่างๆได้

3. การตรวจหมู่เลือด (Blood Group)
เพื่อทราบหมู่เลือดและเกิดความมั่นใจในการรับหรือบริจาคเลือด ซึ่งการรับหรือบริจาคเลือดจำเป็นที่จะต้องได้โลหิตหมู่ที่ถูกต้องตรงกัน

4. การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด Complete Blood Count)
เพื่อประเมินภาวะซีด ระดับความเข้มข้นของเลือด ซึ่งบางรายอาจไม่มีอาการแสดงที่ผิดปกติ

5. การตรวจระดับน้ำตาลในเลือด (Fasting Blood Sugar)
เพื่อประเมินภาวะการเป็นโรคเบาหวาน ซึ่งบางรายอาจมีความผิดปกติบางอย่างเกิดขึ้นแล้วแต่ไม่เคยตรวจหาระดับน้ำตาลในเลือด นอกจากนั้นโรคเบาหวานยังสามารถถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ได้ด้วย

6. การตรวจความสมบูรณ์ของปัสสาวะ (Urine Analysis)
เพื่อค้นหาความผิดปกติของระบบทางเดินปัสสาวะ เช่น การติดเชื้อ นิ่วในทางเดินปัสสาวะ เป็นต้น

7. การตรวจอุจจาระ (Stool Exam)
เพื่อตรวจหาความผิดปกติระบบขับถ่าย ตรวจหาเชื้อ และไข่พยาธิในทางเดินอาหาร ซึ่งจำเป็นอย่างมากโดยเฉพาะผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับการปรุง การเตรียมอาหาร เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีการแพร่พยาธิลงไปในอาหาร

8. การเอกซเรย์ทรวงอก (Chest X-Ray)
เพื่อค้นหาความผิดปกติของปอด เยื่อหุ้มปอด และกระดูกทรวงอก โดยเฉพาะผู้ที่สูบบุหรี่ หรือทำงานในสภาพแวดล้อมที่มีฝุ่น ควัน ไอระเหย ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดโรค เช่น โรคถุงลมโป่งพอง วัณโรค และโรคอื่น ๆ

9. การตรวจการทำงานของตับ (SGOT, SGPT, ALK.P.)
เพื่อตรวจหาความผิดปกติในการทำงานของตับ เช่น มีภาวะตับอักเสบ หรือไม่ ซึ่งการอักเสบของนี้ อาจมีสาเหตุได้จากเชื้อไวรัสตับอักเสบ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ การรับประทานยาบางชนิด เป็นต้น นอกจากนั้นค่าของ ALK.P. ยังบ่งชี้ภาวะการทำลายกระดูก หรือการมีก้อนเนื้อในร่างกายได้อีกด้วย

10. การตรวจการทำงานของไต (BUN, CR)
เพื่อตรวจระดับสารเคมีในเลือดที่ไตต้องกรองออกจากร่างกายว่ามีระดับสูงเกินปกติหรือไม่ หากมีระดับของสารเคมี
ชนิดนี้สูง ก็อาจมีภาวะไตเสื่อม หรือไตวายได้

42-1

11. การตรวจระดับกรดยูริค (Uric Acid)
เพื่อตรวจหาโรคเก๊าท์ หรืออาจเป็นสาเหตุของโรคนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะก็ได้ ผู้ที่ชอบรับประทานสัตว์ปีก เครื่องในสัตว์ หน่อไม้ มักจะเสี่ยงต่อการมีระดับกรดยูริคสูง

12. การตรวจระดับไขมันโคเลสเตอรอล, ไตรกลีเซอไรด์ (Cholesterol, Triglyceride)
เพื่อตรวจหาระดับไขมันที่เป็นสาเหตุของโรคหลอดเลือดหัวใจ หรือหลอดเลือดสมองอุดตันซึ่งมีอันตรายมาก ผู้ที่ชอบรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง ปลาหมึก หอยนางรม ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ประจำ มักมีความเสี่ยงต่อการมีไขมันในเลือดสูง

13. การตรวจระดับไขมันความหนาแน่นสูง (High-Density Lipoprotein)
เพื่อตรวจหาระดับไขมันชนิดที่ดี ซึ่งสามารถป้องกันโรคหลอดเลือดอุดตันได้ ไขมันชนิดนี้จะมีได้โดยการออกกำลังกายสม่ำเสมอ

14. การตรวจระดับไขมันความหนาแน่นต่ำ (Low-Density Lipoprotein)
เพื่อหาระดับไขมันชนิดที่ไม่ดี ซึ่งเป็นอีกสาเหตุหนึ่งของโรคหลอดเลือดอุดตัน

15. การตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี (HBs Ag)
เพื่อค้นหาว่าร่างกายของเราเคยได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี แล้วหรือยัง ซึ่งโรคไวรัสตับอักเสบ บี นี้ หากมีอาการเจ็บป่วยก็จะส่งผลเสียหายอย่างมากต่อการทำงานและร่างกายของบุคคลนั้น

16. การตรวจหาภูมิคุ้มกันไวรัสตับอักเสบ บี (Anti HBs)
เพื่อหาว่าร่างกายหลังจากมีการรับเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี เข้ามาแล้ว มีการสร้างภูมิต้านทานขึ้นมาเองตามธรรมชาติแล้วหรือยัง ซึ่งหากยังไม่มีภูมิคุ้มกัน ก็จำเป็นที่จะต้องรับการฉีดวัคซีนเพื่อสร้างภูมิต้านทานขึ้นมา

17. การตรวจหาสารบ่งชี้มะเร็งต่อมลูกหมาก (PSA)
เพื่อตรวจหาระดับสารชนิดหนึ่งในเลือด ที่จะบ่งชี้ว่ามีความผิดปกติของมะเร็งต่อมลูกหมากหรือไม่ หากมีความผิดปกติก็จำเป็นที่จะต้องรับการวินิจฉัยและรักษาเพิ่มเติม

18. การตรวจหาสารบ่งชี้มะเร็งตับ (Alpha Fetoprotein)
เพื่อตรวจหาระดับสารชนิดหนึ่งในเลือด ที่จะบ่งชี้ว่ามีความผิดปกติของมะเร็งตับหรือไม่ หากมีความผิดปกติก็จำเป็นที่จะต้องรับการวินิจฉัยและรักษาเพิ่มเติม

19. การตรวจมะเร็งปากมดลูก (Pap smear , Thin prep)
เพื่อตรวจหาเซลล์เนื้อเยื่อที่บริเวณปากมดลูกว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์มะเร็งหรือไม่ หากพบในระยะเริ่มต้นก็สามารถรักษาให้หายได้ สตรีที่แต่งงานแล้วหรืออายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป จำเป็นต้องได้รับการตรวจหามะเร็งปากมดลูก

20. การตรวจมะเร็งเต้านม (Mammogram)
เพื่อตรวจหาก้อนเนื้อที่ผิดปกติในเต้านม และวินิจฉัยเพิ่มเติมว่าเป็นมะเร็งเต้านมหรือไม่ สตรีที่เคยให้นมบุตรหรืออายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป จำเป็นต้องได้รับการตรวจหามะเร็งเต้านม

21. การตรวจทางเดินอาหารส่วนต้น (Upper GI Series)
เพื่อค้นหาว่ามีก้อนเนื้อ การอักเสบ และลักษณะความผิดปกติของระบบทางเดินอาหารส่วนต้นอย่างอื่น ๆ หรือไม่

22. การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG)
เป็นการตรวจและบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจเพื่อตรวจสอบเบื้องต้นว่ากล้ามเนื้อ และหลอดเลือดหัวใจมีความผิดปกติหรือไม่ ผู้ที่เคยมีอาการเจ็บ เสียว แน่นหน้าอกบ่อยๆ ควรรับการตรวจคลื่นหัวใจไฟฟ้า

23. การตรวจสมรรถภาพหัวใจโดยการวิ่งสายพาน (EST)
เป็นการตรวจวัดการทำงานของหัวใจโดยละเอียด ซึ่งใช้ประกอบการวินิจฉัย โรคหลอดเลือดหัวใจ ลิ้นหัวใจ กล้ามเนื้อหัวใจ ว่ามีความผิดปกติอย่างไร ผู้ที่ทำงานในภาวะเครียดสูงและเคยมีอาการเจ็บ แน่นหน้าอก ควรรับการตรวจสมรรถภาพหัวใจ

24. การตรวจวัดความหนาแน่นกระดูก (Bonedensity)
เป็นการตรวจหาภาวะกระดูกบาง กระดูกพรุน ที่อาจพบได้ในผู้ที่มีอายุมากขึ้น โดยเฉพาะเพศหญิงจะมีความเสี่ยงต่อภาวะกระดูกเปราะบางและอาจเกิดกระดูกหักเองได้เมื่อสูงอายุ

25. การตรวจความยืดหยุ่นของเส้นเลือด (ABI)
เป็นการประเมินความเสี่ยงของการอุดตันของเส้นเลือดแดงตั้งแต่เริ่มแรก ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง และการสูบบุหรี่ล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดหลอดเลือดแดงแข็ง และอุดตันได้

พอทราบกันอย่างนี้แล้วอย่าลืมดูแลสุขภาพ มั่นตรวจสุขภาพกันหน่อยนะคะ

Hyaluronic acid คืออะไร

คงเคยได้ยิน คุณหมอ หรือ สถานบันเสริมความงามกล่าวถึง Hyaluronic acid กันอยู่บ่อยครั้ง แต่ทราบกันหรือป่าวค่ะ ว่า Hyaluronic acid นี้คืออะไรกันแน่ เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องวันนี้ขอเล่าให้ฟังว่า Hyaluronic acid คืออะไรค่ะ

Hyaluronic acid   เป็นสารเติมเต็มผิวตามธรรมชาติ ที่มีความปลอดภัยสูงไม่จำเป็นต้องทำการทดสอบการแพ้ก่อนทำการรักษา

Hyaluronic acid  ที่มีอยู่ในผิวตามธรรมชาตินั้น มีการทำหน้าที่ที่สำคัญในการเก็บกักน้ำ ทำให้ผิวและรักษาช่องว่าง เซลล์ผิวหนัง และเมื่ออายุมากขึ้นปริมาณ Hyaluronic acid จะเริ่มลดลงทำให้ผิวแห้งกร้านและเกิดริ้วรอยได้ง่าย ขึ้นกว่าสมัยยังเป็นวัย หนุ่ม วัยสาว เขาจึงนิยมไปฉีดสารนี้กันค่ะ

ทาคอลลาเจนที่ผิวจะได้ผลไหม?

ครีมบำรุง หรือเซรั่ม บำรุงต่างๆ มักจะมีระบุเอาไว้ว่า มีคอลลาเจนเป็นส่วนประกอบ ทำให้ผิวดูนิ่ม นวล แลดูเด็กลง หลายคนเริ่มมีคำถามว่ามันจะได้ผลจริงๆ หรือป่าวนั้น วันนี้เรามีคำตอบมาให้ค่ะ อ่านเพิ่มเติม ทาคอลลาเจนที่ผิวจะได้ผลไหม?

เคล็ดลับดูแลริมฝีปากให้สวย ไม่ให้แห้ง

ช่วงนี้อากาศเริ่มเย็น ทำให้สาวๆ หลายคนเจอปัญหา ริมฝีปากที่เคยชุ่มช้ำกลับแห้งลอก เป็นขุย วันนี้เรามีเคล็ดลับดีๆ มาฝากกันค่ะ

ปัจจัยสำคัญส่วนหนึ่งก็เพราะว่า เกิดจากร่างกายขาดความชุ่มชื่น และริมฝีปากไม่ต่อมไขมันที่จะช่วยสร้างน้ำมัน และนอกจากนี้แล้วก็ทานอาหาร หรือแม้กระทั่งการแพ้เครื่องสำอางค์ก็อาจจะทำให้ริมฝีปากมีอาการแห้ง ลอก เป็นขุยได้ง่ายๆ  อ่านเพิ่มเติม เคล็ดลับดูแลริมฝีปากให้สวย ไม่ให้แห้ง

โยเกิร์ต

หนุ่มๆ หลายคนคิดว่า โยเกิร์ต เป็นของที่เหมาะกับสาวๆ เท่านั้น ขอบอกเลยว่าไม่จริงนะคะ เพราะว่า โยเกิร์ตมีประโยชน์มาก เหมาะกับคนทุกเพศเลยค่ะ

โยเกิร์ต เป็นอาหารกินง่ายๆ  มีการตกแต่งกลิ่น รสชาติ และที่สำคัญสามารถทานได้ตลอดเวลาเลยค่่ะ ถ้าสามารถทานในช่วงเช้าตอนท้องว่างๆ จะดีมาก เพราะเมื่อกินโยเกิร์ตเข้าไปจะช่วยลดปริมาณสารที่ทำให้เกิดกลิ่นปาก เช่น ไฮโดรเจนซัลไฟด์ นอกจากนี้การเดินทางของโยเกิร์ตยังเดินทางลงไปตามทางเดินอาหาร และจุลินทรีย์ในโยเกิร์ตก็จะเข้าไปจัดการกับเชื้อจุลินทรีย์อื่นที่อยู่ในลำไส้ ช่วยบรรเทาอาการท้องเสียได้ด้วย

นอกจากนี้แล้วโยเกิร์ตนั้นยังให้โปรตีนและแคลเซียมสูงกว่านมธรรมดาอีกด้วยนะคะ  เพราะว่าลำไส้ของเราย่อยนมไม่ได้ แต่โยเกิร์ตนั้นมีกรดแลกติกที่จะช่วยย่อยแคลเซียมให้เล็กลง ทำให้ร่างกายดูดซึมไปใช้ได้ดี สำหรับหนุ่มๆที่ดื่มนมวัวแล้วท้องเสีย ลองหันมากินโยเกิร์ตก็ได้นะคะ

ที่นี่หนุ่มๆ คงไม่มองว่าเป็นอาหารของสาวๆ แล้วใช่มั้ยค่ะ ^_^

Botox ย่อมาจากอะไร ?

วันนี้เรามาทำความเข้าใจเกี่ยวกับ Botox กันดีกว่าค่ะ Botox ย่อมาจาก Botulinum Toxin A ซึ่งเป็นโปรตีนบริสุทธิ์ ซึ่งช่วยลดการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ ทางการแพทย์สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการรักษาโรคต่างๆ ได้มากมาย ที่สำคัญ มีการนำมาใช้ในวงการแพทย์ผิวหนัง เพื่อคงความอ่อนเยาว์ให้กับผิวอย่างแพร่หลายมากกว่า 70
ประเทศทั่วโลก มานานกว่า 12 ปีแล้ว

Botox ช่วยคุณได้อย่างไรบ้าง

 
• ลดริ้วรอยจากการแสดงอารมณ์ เช่น รอยหางตา รอยขมวดคิ้ว หน้าผาก
• ปรับรูปคิ้วและยกหางตาให้สวย โฉบเฉี่ยวมากขึ้น
• ยกกระชับผิวที่หย่อนคล้อยด้วย Nefertiti Lift
• ปรับผิวเนียนใส กระชับรูขุมขน ด้วย Microbotox
• ปรับรูปหน้าเรียว ลดกราม
• ปรับลดน่องทู่ เพื่อขาเรียวสวย
• ลดเหงื่อ กลิ่นกาย

การปฏิบัติตัวหลังการเติม Botox

– พยายามขยับกล้ามเนื้อบริเวณที่เติม Botox เพื่อเพิ่มการกระจายตัวยาอย่างสม่ำเสมอ 1-2 ชั่วโมง

– งดนอนราบ หรือก้มหน้า และออกกำลังกายหนักๆ 4 ชั่วโมง

– งดนวดหน้า อบไอน้ำ สัมผัสความร้อนอย่างน้อย 2 สัปดาห์

– งดทายาหรือเครื่องสำอางค์ที่อาจก่อให้เกิดอาการระคายเคือง เป็นเวลา 24 ชั่วโมง

– ผลการรักษาจะเริ่มเห็นได้หลังการรักษา 3-7 วัน และผลลัพท์สูงสุดหลังการรักษา 2 สัปดาห์

– มาพบแพทย์ตามนัดเพื่อติดตามการรักษา

– กลับมาพบแพทย์เมื่อมีข้อสงสัยหรือความผิดปกติใดๆ

 

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Botox http://www.botoxcosmetic.com

มาทำลาย คลาย ความเครียดกับ 10 วิธีเด็ด

ความเครียดเป็นบ่อเกิดของโรค มะเร็ง ไมเกรน และอีกมากมาย ซึ่งมันคงทำได้อยากที่จะให้เลิกเครียดถ้าในยุคสมัยนี้ทำกันยากมาก ที่ต้องแย่งกันกิน แย่งกันใช้ ทุกอย่างเร่งรีบไปหมด แต่เรามี

10 วิธีรับรองว่าเด็ดจริงๆ ค่ะ รับรองจะทำให้คุณมีอารมณ์ดี สุขภาพแข็งแรงปราศจากความเครียด

1. ออกกำลังกาย เนื่องจากไม่มีเวลา ไม่สะดวกเรื่องการเดินทาง ตื่นเช้าไม่ไหว อุปกรณ์แพง ฯลฯ ความจริงแล้วควรจะหาเวลาของแต่ละวันอย่างน้อย 30 นาที ในการออกกำลังกาย และเลือกวิธีง่ายๆ ที่เหมาะสมกับตัวเราค่ะ

2. พูดระบายความเครียด ระบายออกมาเลย แต่ต้องเลือกบุคคลที่คิดว่า ปลอดภัย หวังดี ไม่มีพิษภัยกับตัวคุณ และควรมีความอดทนสูงในการฟัง หรือถ้าหาไม่ได้ก็นี่เลยค่ะ สัตว์เลี้ยงต่างๆไม่ว่าจะเป็น หมา แมว ปลาทอง จิ้งจก แมลงต่างๆ ก็ได้ เพราะเวลาที่เราได้ระบายออก เท่ากับเราได้ทบทวนตัวเองไปด้วย
3. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ การนอนหลับพักผ่อนช่วยให้คุณสดชื่นขึ้นได้มาก เหมือนได้ชาร์จแบตเตอรี่ในร่างกายใหม่ แต่ควรเตรียมความพร้อมในการนอนหน่อยนะคะ โดยเลือกสถานที่และเครื่องนอนสะอาด อากาศถ่ายเทสะดวก
4. อาหารคลายเครียด กลับมาเรื่องอาหารกันซักนิด อาหารสามารถลดความเครียดของคุณได้ด้วย อาหารที่ช่วยคลายเครียด ได้แก่ ไข่ ถั่วเหลือง นมวัว เนื้อสัตว์ ธัญพืชต่างๆ ยีสต์ รำข้าว เครื่องใน เนื้อ ถั่ว ผัก ตับ เครื่องใน เนื้อ เป็ด ไก่ ปลา ถั่ว ยีสต์ กระเทียม ดอกไม้จีน เป็นต้น อ่านเพิ่มเติม มาทำลาย คลาย ความเครียดกับ 10 วิธีเด็ด

ลดพุงอย่างรวดเร็ว

วิธีลดพุงอย่างรวดเร็ว นี้จะช่วยทำให้สาวๆ อย่างเรามีความมั่นใจเพิ่มมากขึ้น รับรองว่าได้ผลจริงๆ  แต่ต้องอดทนและใจแข็งด้วยนะคะ เพราะว่าบ้างครั้งสาวๆ ก็อดใจไม่ไว้หรือ ปัญหาอีกตัวคือ เบื่อ ขี้เกียจ นั้นเองค่ะ ถ้าพร้อมกันแล้วมา ชมวิธีลดพุงอย่างรวดเร็วกันค่ะ

– ซิทอัพ

เป็นการออกกำลังกายขั้นเบสิคที่ให้ผลดีเสมอแต่ให้ลองเปลี่ยนจากเดิมที่นอนราบ และยกช่วงตัวท่อนบนขึ้นมาเป็นการนอนราบปกติและยกขาทั้งสองข้างขึ้นลงแทน ซึ่งวิธีนี้จะช่วยลดความเสี่ยงในการปวดหลังและไหล่ได้และคุณยังได้บริหารกล้ามเนื้อต้นขาและบั้นท้ายไปพร้อม ๆ กัน สำหรับครั้งแรกอาจจะยากหน่อยที่ต้องเกร็งยกขาขึ้นและยกได้ไม่สูงนักแต่พอทำไปสักพักคุณจะยกขาได้สูงจนทำมุมเป็น 90 องศากับลำตัวเลยทีเดียว และเป็นวิธีที่เรียกเหงื่อได้ดีทีเดียว

– ทานอาหาร

ช่วงนี้คงต้องฝืนความรู้สึกอย่างมากในการงดอาหารจำพวกแป้ง น้ำตาล และไขมันในอาหารจานโปรด แต่ก็คงไม่ฝืนเกินไปที่จะหันมาทานจำพวกผักผลไม้สารพัดชนิด จะทานสดแบบสลัดหรือจะนำไปต้ม นึ่ง ผัด ทอด ก็แล้วแต่ความชอบได้เลยค่ะ แต่ควรระวังในเรื่องของการใช้น้ำมันและการเติมน้ำตาลปรุงรสด้วย ผักที่แนะนำให้ทานในช่วงดูแลรูปร่าง เช่น บร็อกโคลี่ มะเขือเทศ แตงกวา หอมหัวใหญ่ ส่วนผลไม้ก็ต้องยกให้ ฝรั่ง แอปเปิ้ล กล้วย และส้ม


– ฝึกหายใจ

อย่าหายใจทิ้งไปวัน ๆ เท่านั้นค่ะ เพราะการหายใจมีส่วนอย่างมากในระบบไหลเวียนโลหิตและระบบเผาผลาญอาหารในร่างกาย การหายใจที่ถูกต้องคือการหายใจอย่างช้า ๆ และลึก ๆ และทุกครั้งที่หายใจเข้าหน้าท้องจะป่องออกเพื่อรับลมเข้าและแบนลงเมื่อหายใจออก ลองหาเวลาพักจากงานสัก 10 นาที นั่งหรือยืนตัวตรงในท่าสบายเริ่มหายใจเข้าออกช้า ๆ เป็นจังหวะ ข้อดีคืออย่างของการกำหนดลมหายใจคือ คุณจะรู้สึกอิ่มจากอาหารแต่ละมื้อนานขึ้นและอยากอาหารได้น้อยลงด้วย


– ความเชื่อที่เข้าใจผิด

เป็นความเชื่อผิด ๆ ที่ว่า ถ้าใส่เสื้อผ้ารัด ๆ หรือหาอะไรมารัดร่างกายในส่วนที่อวบอ้วนให้แน่นจนแทบจะหายใจไม่ออกเพื่อให้ผอมลง เพราะจริง ๆ แล้วการทำเช่นนั้นจะยิ่งทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวกเจ็บซ้ำกล้ามเนื้อและไม่มีทางกำจัดไขมันได้ แถมซ้ำไขมันที่ถูกบีบรัดมาก ๆ จะกระจายไปอยู่ตามส่วนอื่นของร่างกายเข้าไปอีก วิธีที่ดีที่สุดคือการใส่เสื้อผ้าสบายตัวหันมาออกกำลังกายและเลือกทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพจะเวิร์คกว่าค่ะ