ข้อแนะนำการกินอาหารเพื่อให้ผิวสวย

การสร้างผิวสวยด้วยอาหาร ทั้งรูปแบบการกินและรูปแบบการดำรงชีวิต ตลอดไปจนถึงพันธุกรรม เหล่านี้มีผลต่อ

การแก่ของผิวหนังทั้งนั้น แต่เนื่องจากเราเปลี่ยนแปลงพันธุกรรมไม่ได้ จึงต้องหันมาสนใจดูแลร่างกายโดยเน้นที่

อาหารแทน การกินอาหารกับผิวสวย

 

ข้อแนะนำการกินอาหารเพื่อให้ผิวสวยมีดังนี้
1. ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ ๘ แก้ว จะเป็นการช่วยชำระของเสีย และสารพิษต่างๆ

ออกจากร่างกาย

 

2. ลดอาหารไขมันสูงและอาหารที่ให้แคลอรีสูง พบว่าอาหารที่มีไขมันสูงจะทำให้เกิดโรคหัวใจ  และมะเร็งได้

มีงานวิจัยชี้ว่าอาหารไขมันสูงอาจก่อให้เกิดมะเร็งผิวหนังได้ เพราะอาหารไขมันสูงทำให้ภูมิต้านทานของร่างกาย

ต่ำมะเร็งจึงมีโอกาสเกิดง่ายขึ้น เมื่อคนเรามีวัยสูงขึ้นเรื่อยๆ ร่างกายจะค่อยๆ สูญเสียกล้ามเนื้อหรือความแข็งแรง

ของกล้ามเนื้อไป เหล่านี้ ทำให้ร่างกายเผาผลาญแคลอรีและไขมันน้อยลง ทำให้ต้องกินอาหารน้อยลง เพื่อให้

ร่างกายมีน้ำหนักคงที่ ดังนั้น ต้องพยายามลดอาหารไขมันสูงและแคลอรีสูงด้วย
3. กินผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม (dairy products) ที่เป็นชนิดไขมันต่ำ (low-fat)   ควรเลือกผลิตภัณฑ์

นมเนยที่มีไขมันต่ำ เช่น low-fat  หรือ non fat yoghurt; cottage cheese หรือ skim milk พวกนี้

จะลดไขมันได้โดย ร่างกายไม่ขาดแคลนแคลเซียม พวกปลาซาร์ดีนกระป๋อง ปลาแซลมอนกระป๋อง ก็เป็นแหล่ง

แคลเซียมที่สำคัญที่อาจทดแทนการได้แคลเซียมจากนมเนยได้  ผู้หญิงจำเป็นต้องได้รับแคลเซียมให้เพียงพอ

ดังนั้น ถึงจะลดการดื่มนมกินเนยเพื่อลดอาหารไขมันสูงเพียงใด ก็ต้องไม่ลืมว่าจะต้องได้รับแคลเซียม

ให้เพียงพอ มิฉะนั้นจะเกิดโรคกระดูกพรุนได้

 

สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดมะเร็งผิวหนังคือแสงแดด  ซึ่งเชื่อว่าทุกคนคงทราบดีอยู่แล้ว แต่เมื่อไม่นานมานี้

มหาวิทยาลัยแพทย์ Baylor College ที่เท็กซัส สหรัฐ-  อเมริกา ได้ศึกษาผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งผิวหนัง

จำนวน ๗๖ คนโดยแบ่งเป็น ๒ กลุ่มเท่ากัน กลุ่มแรกจะได้อาหารไขมันต่ำ คือได้แคลอรีร้อยละ ๒๐

จากไขมัน  และกลุ่ม  ที่ ๒ ให้กินอาหารไขมันสูง คือได้แคลอรีร้อยละ ๔๐ จากไขมัน ให้กินอาหาร

แบบนี้ต่อเนื่องกัน ๒ ปี พบว่ากลุ่มแรกซึ่งได้ไขมันต่ำเกิดรอยโรคขั้นก่อนเป็นมะเร็งผิวหนัง

(pre cancerous lesion) เพิ่มขึ้นเฉลี่ย ๓ รอยต่อคน แต่กลุ่มที่ ๒ ซึ่งได้ไขมันสูง พบรอยโรคก่อน

เป็นมะเร็งผิวหนังที่เกิดใหม่เฉลี่ย ๑๐ รอยต่อคน นักวิจัยสรุปว่าการได้อาหารไขมันสูงอาจทำให้ร่างกาย

เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง เพราะระบบภูมิต้านทานของร่างกายจะเสียไป

 

4. พยายามกินผักและผลไม้ร่วมด้วยเสมอ เพราะจะทำให้ร่างกายได้รับวิตามิน เกลือแร่ และยังให้ไฟ

เบอร์คือกากใยอาหาร  ซึ่งทำให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดี
5. กินอาหารที่มีไฟเบอร์คือกากใยอาหารให้เพียงพอ พยายามให้ร่างกายได้รับไฟเบอร์อย่างน้อยวันละ

๒๕ กรัม อาหารพวกข้าวที่ไม่ได้ขัดสี ข้าวกล้อง ถั่ว ถั่วฝักยาว จะให้ไฟเบอร์สูงอาหารเสริมกับผิวพรรณ

โภชนาการที่ดี (จากการกินอาหาร) ทำให้ผิวพรรณ สดสวยและปราศจากโรคภัยของผิวหนัง

ที่เห็นได้ชัดคือเมื่อขาดอาหาร  เส้นผมอาจหลุดร่วง  มุมปากเกิดแผลอักเสบที่เรียกกันว่า “ปากนกกระจอก”

เล็บซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของผิวหนังอาจผุกร่อนเปราะหักง่าย และผิวหนังแลดูหม่นหมอง ไม่สดใส เกิดรอยช้ำ

จ้ำเลือดได้ง่าย ยามใดเกิดการกระทบกระแทกและเกิดแผลที่ผิวหนัง บาดแผลจะหายได้ช้า หากกินอาหาร

ครบถ้วนได้สัดส่วน มักจะได้รับวิตามินและเกลือแร่ที่เพียงพอ เกลือแร่ที่จำเป็นมี ๑๖ ตัว  ตัวอย่าง

ของเกลือแร่ที่จำเป็นคือ เหล็ก แคลเซียม และสังกะสี วิตามินที่จำเป็นต่อสุขภาพที่ดีมี ๑๓ ตัว ตัวอย่าง

ของวิตามินที่สำคัญต่อสุขภาพ และผิวพรรณ ได้แก่ วิตามินเอ  ซึ่งทำให้ผิวพรรณนุ่มเนียนและยืดหยุ่น

ได้ดีไม่เหี่ยวย่น วิตามินบีรวมซึ่งทำให้ผิวหนังเรียบมัน  และวิตามินซีซึ่งใช้ในการสร้างคอลลา-เจน

และอีลาสตินซึ่งเป็นส่วนประกอบของชั้นหนังแท้ หากร่างกายขาดวิตามินเอ อาจเกิดสิวได้ง่ายกว่าปกติ

นอกจากนั้นการขาดวิตามินเอทำให้เป็นตุ่มนูนสาก ตามรูขุมขน หากขาดวิตามินบี เช่น บี ๑ บี ๓

และบี ๖ ผิวหนังอาจอักเสบได้ เส้นผมไม่แข็งแรง และอาจเกิดผลตามเนื้อเยื่อบุในช่องปาก การขาด

วิตามินบี ๒ ทำให้มุมปากอักเสบที่เรียกกันว่าโรคปากนกกระจอก การขาดวิตามินบี ๓ (niacin)นอก

จากจะมีผิวหนังอักเสบเป็นผื่นคัน ปวดแสบปวดร้อนบริเวณที่โดนแสงแดด เช่นที่หลังมือและที่คอ

แล้วยังมีท้องเสีย และอาการหลงลืมได้ แพทย์เรียกกลุ่มอาการนี้ว่าโรคเพลแลกรา (pellagra)ส่วน

การขาดวิตามินซี ทำให้แผลหาย ช้า เส้นขนบิดเป็นเกลียวสว่าน เกิดรอยช้ำจ้ำเลือดง่าย มีเลือดออก

ตามรูขุมขน เหงือกบวมและมีเลือดออกตามไรฟัน เรียกกันว่า โรคลักปิดลักเปิด (ศัพท์แพทย์เรียกว่า

scurvy) ส่วนการขาดแคลนอาหารกลุ่มโปรตีน เช่น เนื้อสัตว์นั้นทำให้สีของผิวหนังของเส้นผมเปลี่ยน

ไป เส้นผมหลุดร่วงออกเล็บอาจมีสีขาวขุ่นทั้งเล็บได้ ผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ คือยังมีประจำเดือนอยู่อาจขาด

ธาตุเหล็กได้  เพราะนอกจากทุกๆ เดือนต้องสูญเสีย ธาตุเหล็กไปกับประจำเดือนแล้ว หากมีลูกอ่อน

และเลี้ยง ลูกด้วยน้ำนมตัวเอง ก็จะสูญเสียธาตุเหล็กไปกับน้ำนม มากพอควร  ส่วนการขาดธาตุเหล็ก

ทำให้เกิดโรคโลหิตจาง มีผิวพรรณซีดเซียวไม่เปล่งปลั่ง ลิ้นอักเสบริมฝีปากลอก เล็บโค้งงอเป็นรูปช้อน

อีกทั้งผู้หญิงหลายๆ รายอยากมีหุ่นนางแบบจึงอดอาหารจนขาดเกลือแร่ได้ การขาดเกลือแร่ทำให้ผิว

หนังซีดเซียว เหลือง และเกิดโรคโลหิตจางได้ หากขาดธาตุเหล็กจึงควรได้รับธาตุเหล็กทดแทน บางคนรัก

สวยรักงามอยากมีหุ่นงามยอมอดอาหารจนเอวกิ่ว มีนางแบบที่อดอาหารจนตายหลายคน จนต้องมีการรณรงค์

ไม่ให้จ้างนางแบบที่ผอมเกินไป อ้วนไปก็ไม่ดี  ผอมไปก็ไม่ดี เดินทางสายกลางดีที่สุดในทางตรงกันข้าม

สมัยนี้หลายๆ คนมีปัญหาเกี่ยว กับเรื่องความอ้วนหรือกินอาหารมากเกินความต้องการของร่างกาย ซึ่งอาจ

ก่อปัญหาแก่ผิวหนังได้เช่นกัน คนอ้วนอาจเป็นโรคสะเก็ดเงิน (PSORIASIS)  ผิวแตกลาย (striae ) ผิวติด

เชื้อรา โดยเฉพาะบริเวณที่อับชื้น เช่น ขาหนีบ ที่ชาวบ้านเรียกว่าสังคัง (tinea cruris) ติดเชื้อยีสต์

(candidiasis) เชื้อแบคทีเรีย (erythrasma)  ผิวมีผื่นดำ เช่นที่ ลำคอ (acanthosis nigricans)

มีติ่งเนื้อ (skin tags) มีกลิ่นตัว และมีขนดก เกิดได้ง่ายกว่าคนที่ไม่อ้วน
บางคนชอบอาหารรสเค็มจัดชนิดที่ต้องเติมน้ำปลา เติมเกลือเสมอๆ หรือชอบกินอาหารทะเล ไม่ว่า จะเป็น ปู

ปลา กุ้ง หรือสาหร่ายทะเล ซึ่งทำให้ได้รับไอโอดีนมากเกินไป ทำให้เกิดสิวอักเสบตามใบหน้า หน้าอก และ

หลังได้ ยาแก้ไอบางตัวมีส่วนประกอบของเกลือไอโอดีนสูง ดังนั้น หากเป็นสิวมากๆ และนานๆ ลองคิดดูว่า

เกิดจากการได้รับเกลือแร่ไอโอดีนมากเกินไปหรือไม่
คนที่กินอาหารมังสวิรัติคือกินแต่ผัก บางครั้งกินผักมากเกินไปทำให้ผิวหนังมีสีเหลืองซีด เพราะสารบีตาแคโรทีน

ในผักใบเขียว หัวแครอตและมะละกอ วิตามินเอถ้ากินมากเกินไป ทำให้ผิวหนัง เยื่อบุในช่องปากและดวงตา

แห้งผากได้ การกินวิตามินและเกลือแร่เสริม เป็นกำมือ โดยปราศจากการได้รับอาหารที่ครบสัดส่วน ย่อมไม่อาจ

ทำให้คุณมีสุขภาพที่ดีได้ หากต้องการกินวิตามินหรือเกลือแร่เสริมมากๆ ควรปรึกษาแพทย์ หรือนักโภชนาการ

ก่อนจะปลอดภัยกว่า

 

อีกหนึ่งสิ่งที่ควรทานเพื่อใช้ให้สุขภาพผิวของสาวๆ อย่างเราดีขึ้น คือ ยาสตรี Foxy ที่มีสมุนไพรกว่า 60 ชนิด อาทิเช่น ว่านชักมดลูก ที่มีประโยชน์อย่างมาก ช่วยเรื่องระบบฮอนโมน์และช่วยเรื่องระบบภายในของผู้หญิงเราเป็นอย่างดี 

แล้วยังมีส่วนผสมของโปรไบโอติก ซึ่งจะมาช่วยเรื่องระบบขับถ่ายให้มีประโยชน์มากขึ้นอีกด้วยค่ะ

Foxy ยาสตรี ทานแล้วได้อะไร
Foxy ยาสตรี ทานแล้วได้อะไร

บทความดีๆ จาก http://www.probioherb.net/


 

ประโยชน์ ลูกเดือย ที่คุณมองข้าม

ลูกเดือยที่เราเห็นๆ กันบ่อยในรูปแบบเครื่องที่ใส่ในน้ำเต้าหู้ หรือ เป็นแนวธัญญาพืชที่กำลังเป็นที่นิยมในปัจจุบันนี้

ลูกเดือยมีคุณค่าทางอาหารสูง เพราะว่ามีปริมาณโปรตีน 13.84% คาร์โบ-ไฮเดรต 70.65% เยื่อใย 0.23% ไขมัน 5.03% แร่ธาตุต่างๆ อีกมากมาย โดยเฉพาะฟอสฟอรัสซึ่งช่วยบำรุงกระดูกมีอยู่ในปริมาณสูงรวมทั้งวิตามินเอที่ช่วยบำรุงสายตา วิตามินบี 1 และวิตามินบี 2 โดยเฉพาะวิมามินบี 1 มีในปริมาณ มาก (มีมากกว่าข้าวกล้อง) ซึ่งช่วยแก้โรคเหน็บชาด้วย

 

จริงๆ แล้วนอกจาก มีคุณค่าทางสารอาหารมากมายอย่างที่กล่าวข้างต้นไปแล้วนั้น ลูกเดือยยังมีประโยชน์ เป็นยาลดน้ำตาล และ ไขมันในเลือด ลดความดันในเลือดได้ด้วย สามารถ ใช้เพิ่มภูมิต้านทาน ป้องกันหวัด นอกจากนี้ยังช่วยให้หลับง่าย และ อาจจะป้องกัน มะเร็ง ได้ด้วย

สมุนไพรที่มีประโยชน์ สำหรับสาวๆ มาฝากกันค่ะ

สมุนไพรไทยกำลังเป็นที่นิยมสำหรับชาวต่างๆ ชาติ อันดับแรกเพราะว่าราคาไม่แพง แถมด้วยสรรพคุณนั้นดีเกินราคามากจริงๆ ทำให้ฝรั่งหันมาให้ความสนใจ ตัวอย่าง เช่น สมุนไพรดังต่อไปนี้ค่ะ

ว่านชักมดลูก

กระชับและดับกลิ่นภายในช่องคลอด
แก้ไข้ทับฤดู ลดอาการปวดประจำเดือน
มีส่วนช่วยเสริมหรือขยายหน้าอก

พญาช้างเผือก

ถอนพิษ แก้อักเสบ ลดอาการปวดท้อง
ผิดปกติในช่วงมีประจำ เดือน แก้น้ำ เหลืองเสีย
แก้ร้อนใน บำรุงธาตุ บำรุงโลหิต บำรุงกำลัง
เส้นเอ็น แก้ปวดเมื่อย

พริกไทยดำ

ช่วยให้ระบบย่อยอาหาร
และระบบเผาพลาญทำงานดีขึ้น

ขมิ้นอ้อย

รักษาอาการบวมช้ำ ยับยั้งเชื้อรา
และแบคทีเรีย บำรุงผิวพรรณ

ใบบัวบก

แก้อ่อนเพลีย บำรุงธาตุ
บำรุงหัวใจ ขับโลหิตเสีย

มะขาม

แก้อาการท้องผูกท้องเดิน

ซึ่งตอนนี้กำลังนิยมเอามาเป็นส่วนผสมยาแผนปัจจุบันอยู่มาก ยังไงก็ลองดูนะคะ ว่าอันไหนมีประโยชน์ยังไง ถ้าจะทานยาหรืออาหารเสริมที่ส่วนผสมสมุนไพรพวกนี้ก็จะได้ทราบว่า แต่ละอย่างช่วยอะไรบ้างค่ะ ^^

วิธีเลือกปลาสำหรับเด็กน้อย

คุณแม่คงเคยได้ยินอยู่บ่อยครั้งว่า ถ้าอยากให้ลูกฉลาดต้องกินปลาเยอะ ๆ และคงมีคำถามในใจต่อว่าแล้วปลาชนิดไหนล่ะที่ควรให้ลูกกิน เลยชวนคุณแม่มาปรุงเมนูปลาให้ลูกน้อย

3 ปลา…ชวนชิม

 

ก่อนอื่นต้องรู้ก่อนว่า เนื้อปลามีคุณสมบัติพิเศษกว่าอาหารที่ให้โปรตีนชนิดอื่น ตรงที่มีโปรตีนและกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย ซึ่งเหมาะกับการเจริญเติบโตของเด็ก ที่สำคัญยังย่อยง่าย เพราะปลามีเนื้อเยื่อเล็ก ๆ ที่ไม่เหนียว มีไขมันแทรกอยู่ในเนื้อน้อยกว่าเนื้อหมูและเนื้อไก่ แถมหาซื้อง่ายอีกด้วย (ว้าว) แล้วจะไม่ให้กินปลาได้ยังไงล่ะ วันนี้มีปลา 3 ชนิดที่ยกให้เป็นพระเอกมาแนะนำให้คุณแม่รู้จัก ดูสิว่าพระเอกแต่ละตัวโดดเด่นแตกต่างกันอย่างไรบ้าง

 

 ปลาอินทรี

ควรเริ่มให้ลูกกินเมื่ออายุ 8-10 เดือน

คุณสมบัติพิเศษ : เนื้อฟู รสชาติอร่อย มีความหวานในเนื้อเยอะ และมีปริมาณเนื้อมากพอที่จะให้ใช้ทำอาหาร ขูดเอาแต่เนื้อ ทิ้งหนัง ก็ยังมีปริมาณมาก ถ้าเทียบกับปลาชนิดอื่นที่ตัวเท่า ๆ กัน

การเลือกซื้อ : ตาใส เหงือกแดง เนื้อปลากดไม่บุ๋ม มีความยืดหยุ่นของเนื้อปลา แต่ถ้าตาไม่ใสแล้ว ต้องสังเกตเหงือก และท้องปลาต้องไม่แตกหรือมีไส้ทะลักออกมา

 

 ปลาทู

เป็นปลาทะเลที่ควรเริ่มให้ลูกกินเมื่ออายุ 10 เดือนขึ้นไป เพราะเด็กบางคนมีโอกาสแพ้ปลาทะเล และอาหารทะเลได้มากกว่าปลาน้ำจืด

คุณสมบัติพิเศษ :  เป็นปลาทะเลราคาถูกที่สุดในกลุ่มปลาทะเลด้วยกัน หาซื้อง่าย เนื้อนุ่ม นำไปทอดพอหนังตึง ๆ เอาไปทำเป็นซุปปลาทู เนื้อหวานเชียวล่ะ แต่ต้องระวังก้างที่ซ่อนอยู่ตามแกนกลางตัวด้วยนะคะ

การเลือกซื้อ : ปลาทูนึ่งจะเลือกที่เนื้อไม่ยุ่ย หนังไม่ถลอกและมีเงาบ้าง แต่ถ้าเป็นปลาทูสด ก็ใช้หลักการซื้อปลาทั่ว ๆ ไปค่ะ

 

 ปลาช่อน

เป็นปลาน้ำจืดที่ควรเริ่มให้ลูกกินเมื่ออายุ 6-8 เดือน

คุณสมบัติพิเศษ :  เป็นปลาน้ำจืดที่มีโอเมก้า 3 มากกว่าปลาน้ำจืดชนิดอื่น ๆ และถ้าอยากทำอาหารให้อร่อย ต้องเอาไปทอดเลาะหนังออก จะได้เนื้อที่ฟูนุ่มไปปรุงอาหาร หรือหั่นเป็นท่อน ต้มน้ำซุปก็อร่อยไม่เบา

การเลือกซื้อ : ความสดของปลาช่อนสังเกตจากเกร็ด มีสีใส เรียงตัวแน่น ไม่หลุดลอก แต่ถ้าเกร็ดหลุดง่าย และไม่ติดแน่นแสดงว่าปลาไม่สด

 

รู้เรื่องโอเมก้า 3

กรดไขมันโอเมก้า 3 เป็นกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย เพราะมีส่วนสำคัญต่อโครงสร้างเนื้อเยื่อร่างกาย อีกทั้งยังมีผลต่อการพัฒนาสมองและดวงตา แต่กรดโอเมก้า 3 นี้ ร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้ จึงต้องกินอาหารที่มีโอเมก้า 3 และอาหารที่มีกรดไขมันชนิดนี้มากที่สุด ก็คือ ปลาทะเล เช่น ปลากะพง ปลาทู ฯลฯ และปลาน้ำจืดอย่าง ปลาช่อน นอกจากนี้ยังสามารถกินน้ำมันปลาที่สกัดมาจากหัวและส่วนต่าง ๆ ของปลา ก็จะได้รับกรดไขมันโอเมก้า 3 เหมือนกันค่ะ

 

ปรุงปลาอย่างมืออาชีพ

 

แค่ได้ยินว่า “ปลา” คุณแม่หลายคนอาจถึงกับร้องโอย เพราะทำยาก แถมเจ้าตัวเล็กยังไม่ค่อยชอบกินด้วย ปรุงเมนูปลาให้ลูกเล็กกินใช่เรื่องง่ายซะที่ไหน จริงไหมคะ แต่ถ้าคุณแม่รู้เทคนิคต่อไปนี้ จะมีเมนูปลาให้เบบี๋เลือกอีกมากมายเชียวล่ะ…

 

ต้องทอดปลาด้วยไฟแรงและใช้เวลาน้อย เพราะถึงหนังปลาข้างนอกจะกรอบหรือเกรียม แต่เนื้อปลาข้างในจะสุกพอดี คุณแม่เลาะหนังออกเอาเนื้อนุ่ม ๆ ไปปรุงอาหารอื่นต่อได้

ถ้าคุณแม่กลัวว่า ปลาตัวใหญ่จะสุกไม่ทั่วทั้งตัวให้บั้งหรือแบ่งครึ่ง และถ้าไม่ห่วงเรื่องความสวยงามก็เอาไม้เล็ก ๆ จิ้มทั่วตัว เพื่อให้น้ำมันซึมเข้าไปขณะทอดปลาก็สุกทั่วตัว

ใช้น้ำมะนาวทาตัวปลา จะทำให้ไม่ติดกระทะ และลดกลิ่นคาวของปลาลงได้

เวลาต้มปลาควรต้มน้ำซุปให้เดือด ค่อยนำปลาลงไปต้ม ปิดฝา และห้ามคนเพราะกรดอะมิโนในเนื้อปลาจะแตกตัว ทำให้ปลามีกลิ่นคาว ควรปล่อยให้ปลาค่อย ๆ สุก

ใบตะไคร้ ใบเตย หรือเกลือเม็ดใหญ่ จะช่วยล้างเมือกของปลาให้สะอาดขึ้น

สำหรับเบบี๋คุณแม่ดับกลิ่นคาวปลาได้ด้วย ผักและเครื่องเทศบางชนิด เช่น ขึ้นฉ่าย มะเขือเทศ ข่าอ่อน เพียงเล็กน้อย เป็นต้น

 

ข้อมูลจาก http://www.snowbrand.co.th

กีวี ผลไม้มีประโยชน์

กีวี ผลไม้จากเมืองนอกที่กำลังมานิยมในเมืองไทย ทั้งนี้เพราะว่าเป็นผลไม้ที่มีปริมาณวิตามินซีสูงสุดหากเทียบกับผลไม้ขึ้นชื่อเรื่องวิตามินซี อาทิ ส้ม หรือ มะละกอ

จากการวิจัยพบว่ากีวีหนึ่งผล มีวิตามินซีมากกว่าส้มหนึ่งลูกถึง 74% การรับประทาน กีวี 2 ผล ต่อ วัน จะช่วยเพิ่มปริมาณวิตามินซีในร่างกายอย่างเห็นได้ชัด ช่วยกระตุ้นการทำงานของภูมิคุ้มกันโรคซึ่งเป็นเกราะธรรมชาติที่ช่วยป้องกัน ไข้หวัด และไข้หวัดใหญ่ และซ่อมแซมร่างกายส่วนที่สึกหรอและกระตุ้นการสร้างเซลล์ใหม่ ๆด้วยคะ

โยเกิร์ต

หนุ่มๆ หลายคนคิดว่า โยเกิร์ต เป็นของที่เหมาะกับสาวๆ เท่านั้น ขอบอกเลยว่าไม่จริงนะคะ เพราะว่า โยเกิร์ตมีประโยชน์มาก เหมาะกับคนทุกเพศเลยค่ะ

โยเกิร์ต เป็นอาหารกินง่ายๆ  มีการตกแต่งกลิ่น รสชาติ และที่สำคัญสามารถทานได้ตลอดเวลาเลยค่่ะ ถ้าสามารถทานในช่วงเช้าตอนท้องว่างๆ จะดีมาก เพราะเมื่อกินโยเกิร์ตเข้าไปจะช่วยลดปริมาณสารที่ทำให้เกิดกลิ่นปาก เช่น ไฮโดรเจนซัลไฟด์ นอกจากนี้การเดินทางของโยเกิร์ตยังเดินทางลงไปตามทางเดินอาหาร และจุลินทรีย์ในโยเกิร์ตก็จะเข้าไปจัดการกับเชื้อจุลินทรีย์อื่นที่อยู่ในลำไส้ ช่วยบรรเทาอาการท้องเสียได้ด้วย

นอกจากนี้แล้วโยเกิร์ตนั้นยังให้โปรตีนและแคลเซียมสูงกว่านมธรรมดาอีกด้วยนะคะ  เพราะว่าลำไส้ของเราย่อยนมไม่ได้ แต่โยเกิร์ตนั้นมีกรดแลกติกที่จะช่วยย่อยแคลเซียมให้เล็กลง ทำให้ร่างกายดูดซึมไปใช้ได้ดี สำหรับหนุ่มๆที่ดื่มนมวัวแล้วท้องเสีย ลองหันมากินโยเกิร์ตก็ได้นะคะ

ที่นี่หนุ่มๆ คงไม่มองว่าเป็นอาหารของสาวๆ แล้วใช่มั้ยค่ะ ^_^

“โรคเครียดลงผิว” มีเคล็ดลับกำจัดโรคนี้ค่ะ

ตอนนี้มีเทรนใหม่ที่กำลังฮิต แต่คนไม่อยากให้ตัวเองเป็นด้วยนั้นก็คือ  “ผิวเครียด”  หรือที่ใครหลายคนเรียกอีกอย่างว่า “โรคเครียดลงผิว” อาจจะสงสัยว่าเกิดจากสาเหตุใด ซึ่งความจริงแล้วเกิดจากตัวเราเอง เพราะอาการผิวเครียดถูกกระตุ้นโดยความเหนื่อยกายและเหนื่อยใจ จนก่อให้เกิดความเครียด ส่งผลให้เกิดปัญหาของโรคต่าง ๆ ตามมา ซึ่งโรคเครียดลงผิว เป็นโรคหนึ่งที่ทำร้ายผิวหนังของเราทำให้ผิวขาดความเปล่งปลั่งไม่สวยกระจ่างใส วันนี้เคล็ดลับสุขภาพดีชวนไปทำความรู้จักกับโรคเครียดลงผิว พร้อมวิธีรักษาอาการผิวเครียดกันค่ะ

บริษัท เฮลท์คอร์ จำกัด ผู้จัดและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เวชสำอาง แบรนด์ PROVAMED ให้ความรู้ถึงที่มา และอาการของโรคดังกล่าวว่า สาเหตุของโรคเครียดทำร้ายผิวเป็นอาการที่บ่งบอกว่าร่างกายของเรานั้นเหนื่อยและเครียดจนเกินระดับปกติแล้ว ทำให้มีอาการแสดงออกมาทางผิวหนัง เป็นผื่นแดงและคัน หากผู้ป่วยเผลอไปเกาจนผิวหนังเป็นแผลกลายเป็นแผลเปิดประตูรับเชื้อโรคต่าง ๆ ให้เข้าสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้น ทำให้เกิดอันตรายจากการติดเชื้อตามมา ซึ่งวิธีสังเกตอาการเมื่อผิวเริ่มเครียด คือผิวจะมีลักษณะเป็นผื่นแดง เป็นขุยที่หน้าตา หัวคิ้ว ข้างจมูก หลังหู ไรผม เรียกว่า “เซ็บเดิร์ม” และเกิดผื่นคล้ายลมพิษขึ้นตอนเย็นหลังเลิกงาน หลังออกกำลังกาย หรือช่วงมีระดู มีผื่นขึ้นตามตัว มักขึ้นในช่วงนอนดึก เครียดจัด อาการลักษณะนี้จะเป็นแล้วหายไปได้เอง แต่สักระยะก็เป็นใหม่อีก

วิธีรักษาอาการผิวเครียดสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ อย่าทำงานหักโหมและพยายามกำจัดความเครียดให้หมดไปรู้จักพักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย อย่าให้ร่าง กายเหนื่อยเกินไป ควรทำจิตใจให้แจ่ม ใสเสมอด้วยการฝึกสมาธิ ออกกำลังกายอย่างน้อยวันละครึ่งชั่วโมง เพื่อขับไล่ความเครียดและทำให้ร่างกายได้หลั่งสารความสุขที่เรียกว่า เอ็นโดฟิน ซึ่งสารนี้มีฤทธิ์คลายปวดทำให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย นอกจากนี้ควรดื่มน้ำสะอาดเพื่อให้ร่างกายสดชื่น บำรุงร่างกายด้วยการกินวิตามินซี สังกะสี น้ำมันตับปลา กินอาหารที่มีธาตุร่าเริง เช่น ข้าวโพดสีเหลือง ปลาสด และมะเขือเทศ

ผิวเครียด
ผิวเครียด

นอกจากนี้ควรเลือกผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ดีและมีประสิทธิภาพสูงด้วยคุณสมบัติเฉพาะของเวชสำอาง ได้แก่ เนื้อบางเบา ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอมและสารปรุงแต่ง จึงมีความอ่อนโยนต่อผิวพรรณ สามารถซึมซาบเข้าสู่ผิวได้เร็ว ไม่ทำให้เกิดการระคายเคืองและทำให้รู้สึกสบายผิวพร้อมทั้งช่วยในการปรับสภาพผิวได้ดีอีกด้วย

เมื่อเราทราบแบบนี้แล้วก็อย่าทำร้ายผิวด้วยวิธีต่าง ๆ มากจนเกินไปและหาเวลาว่างออกกำลังกายเพื่อผ่อนคลายผิวพร้อมทั้งบำรุงผิวให้สดชื่นเปล่งปลั่งอยู่ตลอดเวลา เพียงเท่านี้เราก็มีสุขภาพผิวที่ดีควบคู่กับสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงได้แล้ว คิดว่าคงไม่ยากเกินไปสำหรับชาว Trick2u นะคะ  สู้ๆ เพื่อความสวยกันค่ะ ^_^