กดจุดหน้าเด้ง

เอาเคล็ดลับดีๆ สำหรับสาว ที่อยากสวย หน้าเด้งดูอ่อนวัยมาฝากกันค่ะ

การกดจุดลงบนบริเวณใบหน้าเป็นเทกกระชับการยกกระชับหน้า โดยใช้นิ้วกลางกดทั้งหมด 5 จุด

เริ่มจาก 1.ตรงกลางระหว่างคิ้ว

2.คาง

3.ขมับทั้ง 2 ข้างบริเวณหางตา

4.หัวตาทั้ง 2 ข้าง  

5.ใต้โหนกแก้ม 

การกดจุดควรทำประจำ สามารถทำได้ทั้งเช้าและเย็นเลยนะคะ เผื่อให้ผิวผ่อนคลาย และถ้าให้ดีควรใช้ควบคู่ผลิตภัณฑ์ที่ดีด้วยค่ะ

 

ข้อมูจาก ผลิตภัณฑ์โซลวาซู บริษัท อมอร์แปซิฟิค (ประเทศไทย) 

บำรุงผิวหน้าด้วย Rosewater Balancing Mist Intense Deluxe Edition2 จาก Jurlique

เมื่อศาสตร์อันทรงคุณค่าจากธรรมชาติ ถ่ายทอดลงสู่ผลิตภัณฑ์ ให้คุณได้สัมผัสถึงความงดงามที่ส่องประกายเจิดสจัส

เชิญสัมผัส! Rosewater Balancing Mist Intense Deluxe Edition2 ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าบางเบาในรูปแบบสเปรย์มิสท์ อุดมด้วยสารสกัดจากดอกกุหลาบ และพลังจากพืชพรรณธรรมชาติ มอบความชุ่มชื้นสู่ผิว ให้ผิวแลดูเนียนนุ่ม สดชื่น และสว่างใสอย่างเป็นธรรมชาติ ได้แล้วที่ เจอร์ลีคทุกสาขาคะ

ส่วนประกอบที่สำคัญ

Marshmallow :สารสกัดจาก Humectant ที่มีศักยภาพในการกักเก็บความชุ่มชื้นให้ผิว

Aloe Vera :ด้วยคุณประโยชน์จาก Polysaccharides และ กรดอะมิโน ช่วยปลอบประโลมผิว พร้อมปรับสภาพผิวที่แห้งกร้านให้ชุ่มชื้น

Limited Edition Rose Blend :ด้วยการผสมผสานของสารสกัดจากกุหลาบถึง 5 สายพันธุ์ ประกอบด้วย Rosa Gallica,Rose Centifolia,Hibiscus Rose Sinensis,Rosa Canina and Rosa Multiflora ช่วยคงความชุ่มชื่น บรรเทาและรักษาความสมดุลของผิว

ผ่านการทดสอบจากแพทย์ผิวหนัง ผลิตจากกระบวนการสกัดจากกุหลาบธรรมชาติ 100% ปราศจาก พาราเบน,PEGs,ซิลิโคน,สีปรุงแต่ง และสารกันเสีย

แพทริก เดอมาเชลีเย่ (Patrick Demarchelier) แนะนำเทรนด์ผม 4 สไตล์

ในโลกของแฟชั่นและสไตล์ผมไม่มีอะไรหยุดนิ่ง ทั้งสาวน้อยสาวใหญ่จึงต้องตามติดตลอดว่ามีทรงไหนและสีอะไรที่กำลังมาแรงแซงโค้งบ้างในช่วงนี้ ชวาร์สคอฟ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลและจัดแต่งทรงผมระดับโลก จึงได้แนะนำเทรนด์ผมล่าสุดประจำปี 2013 (Schwarzkopf Looks 2013) รวม 4 สไตล์ ได้แก่ Big Bob, Gloss, Sleekcolor และ Fringer ซึ่งเหมาะกับสาวๆ ทุกวัย ทุกแบบ ไม่ว่าจะเป็นสาวแกร่ง สาวกล้า สาวหวาน หรือสาวมั่น โดยทั้ง 4 สไตล์ล้วนได้แรงบันดาลใจมาจากแคทวอล์คระดับโลกอย่างมิลาน ปารีส นิวยอร์ก และลอนดอน บวกบุคลิกของสาวออฟฟิศผู้มาดมั่นในย่านไฮโซของมหาครนิวยอร์ก ถือว่าเป็นเทรนด์การจัดแต่งทรงผมที่ก้าวล้ำนำแฟชั่นในยุคนี้เอามากๆ

แพทริก เดอมาเชลีเย่ (Patrick Demarchelier) ช่างภาพแฟชั่นชั้นนำชาวฝรั่งเศส ให้ความเห็นไว้ว่า “จากภาพที่ถ่ายทอดให้เห็นถึงเทรนด์ผมทั้ง 4 สไตล์ นำความเก๋ไก๋ตามมุมมองของดีไซเนอร์แถวหน้าออกมาเฉิดฉายบนท้องถนน แม้จะเป็นสไตล์สุดฮิปตามแบบฉบับสาวๆ ในย่านอัพทาวน์ของนิวยอร์ก ซึ่งต้องดูเนี้ยบ เรียบเก๋ และเรียกว่าตั้งใจสวยอยู่ตลอดเวลา แต่ทุกสไตล์มีความพิเศษตรงที่ทำได้ไม่ยาก ใช้ได้กับทุกงาน เพียงมีอุปกรณ์และเลือกผลิตภัณฑ์ตกแต่งทรงผมที่ใช่ เท่านี้ ใครๆ ก็เป็นเจ้าของทรงผมสวยเด่นได้ในเวลาไม่กี่นาที

14-8-2556 20-06-01

ทีนี้ลองมาดูกันว่าแต่ละสไตล์มีจุดเด่นตรงไหน เริ่มที่สไตล์ร่วมสมัยที่ผสมผสานศิลปะการตกแต่งทรงผมหลายยุคเข้าด้วยกันอย่าง Big Bob ซึ่งเหมาะกับสาวๆ ที่ชอบเล่นกับโวลุ่มในแนวนอน โดยทำผมด้านข้างและด้านหลังของศีรษะให้ดูพองหนาเลียนแบบบ๊อบ ทำให้ดูสง่าและได้ลุ๊คแบบเรโทรหน่อยๆ ขณะเดียวกันก็ไม่ทิ้งความทันสมัยและเรียบหรู ทั้งยังเข้ากันดีกับชุดสวยของสุดยอดดีไซเนอร์ Oscar de la Renta หรือแม้แต่เสื้อยืดกับกางเกงยีนธรรมดา อีกสไตล์ที่น่าสนใจคือ Gloss ซึ่งเหมาะกับผู้หญิงที่อยากปลดปล่อยตัวเองออกจากกรอบเดิมๆ เหมือนสโนว์ไวท์ที่ก้าวออกจากโลกของเทพนิยายมาสู่โลกสมัยใหม่ในมาดสาวนักธุรกิจที่มั่นอกมั่นใจสูง แต่ยังคงไว้ซึ่งความสงบเสงี่ยมเจียมตัวในแบบของผู้หญิงที่ซ่อนความคิดอันเสรีและไม่หวั่นกับการทดลองทำสิ่งใหม่ๆ โดยปล่อยผมยาวทิ้งเลยระดับไหล่ลงมาให้ดูสลวยอย่างอิสระแต่สร้างลอนแบบจงใจใต้ระดับคาง ซึ่งดูเท่ได้ไม่ว่าจะแสกข้างหรือแสกกลาง

 

สำหรับสาวๆ ที่กล้าเล่นกับสีสันจัดจ้าน Sleekcolor เน้นความโฉบเฉี่ยวแบบสตรีทลุ๊คที่ส่งเสริมให้ผู้หญิงทุกวัยกล้าจะมีสไตล์ที่แตกต่างเป็นของตัวเอง เป็นการผสมผสานเรื่องของสีสัน วัสดุ และเลเยอร์ โดยใช้หลากหลายเฉดสีที่ตัดกันเป็นริ้วลายและไม่มีข้อจำกัดในการเล่นสี เหมาะกับสาวๆ ที่ชอบหวีแสกกลาง สาวผมยาว หรือผมที่เน้นประกายแวววาวแบบ glossy หรือตัด undercut แถมยังเลือกได้ว่าจะใส่กับชุดกลางคืนหรือเสื้อผ้าแนวพั๊งบวกแจ๊คเก็ตหนังและบูทยาว สุดท้ายคือสไตล์ Fringer ที่เข้ากับสาวผมแดงเจิดจ้าทุกเฉดสี ตั้งแต่ทองแดงไปจนถึงสี rhubarb (สีแดงของก้านโกฐน้ำเต้า) และอิฐแดง เหมาะกับใครก็ตามที่ชอบลุ๊คทันสมัยและช่วยให้ดูอ่อนวัยลงไปอีกด้วยหน้าม้ากว้างตัดตรงลงมาถึงระดับคิ้ว (เดิมทีบนแคทวอล์คเรามักจะเห็นหน้าม้าสั้นเต่อ) ซึ่งดูแลรักษาง่ายและเหมาะกับผู้หญิงส่วนใหญ่

 

แบบผมทุกสไตล์ที่ว่ามานี้ล้วนได้รับการยืนยันจากกูรูแล้วว่าจะทำให้ผู้หญิงเราดูดีมีระดับราวกับท้อปโมเดลหลุดออกมาจากแคทวอล์ค ทั้งยังเข้ากับเสื้อผ้าและการแต่งกายในเกือบทุกโอกาส รู้อย่างนี้แล้วก็เลือกว่าจะเปรี้ยวเฉี่ยวกันแบบไหนได้เลยค่ะ สวยไม่ต้องแคร์สื่อแล้ว

มาขจัดสิวผด กันเถอะ

สาวๆ หนุ่มๆ ที่มักจะเจอปัญหาหน้าไม่ใส ผิวหน้าไม่เรียบสัมผัสแล้วทำให้รู้สึกไม่ดี  มาทราบถึง สาเหตุที่มาที่ไปของต้นเหตุกันก่อนค่ะเพื่อที่จะรักษาได้ตรงจุด

สิวผด จะมีขนาดเล็ก ละเอียด ขึ้นกันแบบเกาะกลุ่ม อยู่บริเวณไรผม หน้าผาก จมูก ค้าง และมาพร้อมกับอาการคัด เมื่อสัมผัสแล้วจะรู้สึกรำคาญ  จะไม่เหมือนสิวชนิดอื่นๆ ไม่มีหัวให้บีบ มักจะขึ้นตอนอากาศอบอาว หรือ บริเวรที่มีเหงื่อออกมากค่ะ

สาเหตุของสิวผด แบ่งเป็นข้อๆ ได้ดังต่อไปนี้ค่ะ

  • อาจจะแพ้สารเคมี อย่าแชมพูสระผม 
  • อากาศร้อน ส่งผลให้เหงื่อออกและมีฝุ่นละอองขนาดเล็ก อยู่บริเวณใบหน้า
  • ใช้ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางค์ที่ไม่เหมาะสมกับผิวหน้า หรือ ล้างเครื่องสำอางไม่สะอาด ก็ให้เกิดสิวผดได้เช่นกัน
  • ใช้น้ำที่ไม่สะอาด หรือ น้ำที่มีอุณหภูมิร้อนจนเกินไป
  • การนอนพักผ่อนไม่เพียงพอก็ก่อให้เกิดสิวผดได้เช่นกันค่ะ
  •  เชื้อรา P.OVALE ซึ่งเป็นเชื้อราประเภทหนึ่งที่มีปฏิกริยากับผิวหนังบริเวณที่มีต่อมไขมันเยอะ เช่น หน้าผาก คาง จมูก เป็นต้น

เมื่อทราบถึงสาเหตุกันไปบ้างแล้วลองมาดูแนวทางการรักษาสิวผด ให้หายไปจากใบหน้า ไม่มากวนใจกันดีกว่า

  • ดื่มน้ำสะอาดให้ได้ 7-8 แก้วต่อวัน ทานอาหารที่มีประโยชน์ อย่างผัก ผลไม้
  • หลีกเลี่ยงการแต่งหน้า เพื่อเป็นการพักผิวหน้าให้ห่างจากสารเคมีต่างๆ ของเครื่องสำอาง
  • เลือกแชมพู หรือ ครีมนวด รวมไปถึง โฟมหรือสบู่ล้างหน้าให้เหมาะกับปัญหาสิว
  • เวลาล้างหน้า ควรจะใช้น้ำอุณหภูมิปกติล้าง และ ลูบไล้อย่างเบามือ ไม่ควรแกะ เกาะ บริเวรที่เป็นสิวผด
  • ถ้ามีอาการขึ้นเยอะ แนะนำให้พบแพทย์ เพื่อให้หมอจ่ายยารักษาสิวผด ได้อย่างถูกต้อง

 

เคล็ดลับ ความงามจาก ใบบัวบก

ใบบัวบก พืชพื้นบ้านของไทย นอกจากมีประโยชน์ที่คนทั่วไปทราบถึงในด้านแก้ช้ำในแล้วยังมีประโยชน์กับผิวพรรณริ้วรอยของสาวๆ ไม่น้อยนะคะ สามารถช่วยลดเลือนรอยย่นที่แสดงอยู่บนใบหน้าได้ เพียงแค่ใช้ใบัวบกสดๆ นำมาหั่นฝอย สัก 1 ถ้วยตวงเติมน้ำสุกเข้าไปนิดหน่อย นำมาปั่นให้เป็นน้ำข้นๆ กรองเอากากใบออก แล้วนำสำลีชุบน้ำใบบัวบกทาให้ทั่วใบหน้า โดยทิ้งไว้สักประมาณ 15 นาที และล้างออกด้วนน้ำสะอาด ได้เลยค่ะ

ใบบัวบก จะช่วยบำรุงผิวหน้าให้เต่งตึงไร้ริ้วรอย นอกจากนี้ยังมีสารกระตุ้นในการสร้างคอลลาเจน และ อิลาสตินให้ทำงานได้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิมด้วยค่ะ ทราบอย่างนี้แล้วก็ลองทำกันดูนะคะ

 

มาร์คหน้า มี 3 ชนิดด้วยกัน

มาร์คหน้า เป็นการบำรุงผิวหน้าอีกทางหนึ่ง ซึ่งการมาร์คหน้ามี 3 ชนิดด้วยกันนะคะ

 

1. มาร์คหน้า ชนิดที่พอกทิ้งไว้ แล้วล้างออกด้วยน้ำเปล่า มาสค์ประเภทนี้จะมีลักษณะเป็นครีมหรือโคลนเข้มข้น ช่วยขจัดเซลล์ผิวชั้นบนที่เสื่อมสภาพและแก้ไขปัญหาตามสภาพผิว เช่น ลดเลือนริ้วรอยและจุดด่างดำ เพื่อให้ผิวกระจ่างใส

2. มาร์คหน้า ชนิดแผ่น ได้รับคะแนนนิยมมากที่สุด เพราะการใช้ที่ง่ายและมีความสะดวก เพียงแค่ฉีกซองแล้ววางตามรูปหน้า จะรู้สึกเย็นสดชื่นและผ่อนคลาย ช่วยคืนความชุ่มชื้นให้ผิวได้ดี เพราะเนื้อผลิตภัณฑ์บำรุงจะเป็นสูตรเข้มข้นกว่าผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้าปกติ จึงช่วยฟื้นฟูผิวได้ชนิดเห็นผลรวดเร็วกว่า

3. มาร์คหน้า ชนิดพอกทิ้งไว้จนแห้ง แล้วลอกออก มีความเข้มข้นสูงกว่าทุกประเภท เมื่อทิ้งไว้มาสค์จะค่อยๆ เซตตัวจนสามารถลอกออกมาได้เหมือนหน้ากาก มาสค์ชนิดนี้เน้นการเติมความชุ่มชื้นให้ผิว ขจัดเซลล์เสื่อมสภาพ และลดเลือนริ้วรอย แต่เวลาลอกออกแนะนำให้ดึงจากบริเวณหน้าผากลงมา เพื่อจะได้ไม่ย้อนรูขุมขน ผิวหน้าจะได้ไม่เกิดอาการระคายเคือง

 

Tips

  • ทำความสะอาดผิวหน้าก่อนใช้มาสค์ เพื่อเป็นการเปิดรูขุมขนให้พร้อมรับสารจากผลิตภัณฑ์บำรุงผิวได้อย่างเต็มที่
  • ควรทิ้งมาสค์ไว้ภายในเวลาตามที่ฉลากระบุไว้เท่านั้น ซึ่งส่วนมากจะใช้เวลาประมาณ 10 – 20 นาที หากเผลอหลับไปจนมาสค์อยู่บนผิวหน้านานกว่าเวลาที่กำหนด มาสค์อาจดูดความชุ่มชื้นออกไปจากผิว ทำให้นอกจากจะไม่ได้ผลแล้ว ยังทำให้ผิวหน้าระคายเคืองและเกิดริ้วรอยได้ง่าย มีบ้างบางชนิดที่ระบุว่าสามารถทาทิ้งไว้ข้ามคืนได้ แต่ควรศึกษาฉลากให้ละเอียดก่อนใช้ทุกครั้ง
  • เมืองไทยอากาศร้อนมาก ลองนำมาสค์ชนิดแผ่นไปแช่ตู้เย็นในช่องปกติไว้สักพักก่อนวางบนใบหน้า จะช่วยกระตุ้นให้ผิวสดชื่นและเปล่งปลั่งมากยิ่งขึ้น

เคล็ดลับ สูตรเด็ด กระชับรูขุมขน

มีปัญหาเกี่ยวกับรูขุนขนกว้าง แก้ปัญหายังไงก็ไม่หาย ขอแนะนำสูตรเด็ด สูตรนี้ดูกันนะคะ คิดว่าน่าจะช่วยคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับรูขุนขนกว้าง ลองสูตรกระชับรูขุนขน สูตรนี้ว่าเด็ดจริงหรือป่าว

เริ่มเลยกันนะคะ นำกล้วยหอม แตงกวา มะเขือเทศ (เลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง) ปอกเปลือก เอาเมล็ดออก แล้วหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ เติมนมเปรี้ยว หรือ น้ำผึ้งลงไป (เอาอย่างใดอย่างหนี่งนะคะ) นำไปปั่นในเครื่องปั่นจนได้ความละเอียดเป็นเนื้อครีม

วิธีมาร์คหน้า ล้างหน้าให้สะอาด เช็ดให้แห้ง เพียงนำมาพอกให้ทั่วใบหน้าและลำคอ ทิ้งไว้ ประมาณ 15 นาที หลังจากนั้นจึงล้างออกด้วยน้ำอุ่น ตามด้วยโฟมล้างหน้า หรือเจลล้างหน้าก็ได้ตามแต่สะดวกเลยค่ะ

ประโยชน์ หลังจากทำแล้วจะช่วยทำความสะอาดใบหน้า และช่วยกระชับรูขุมขน และบำรุงผิวให้ชุ่มชื้นค่ะ

ยังไงลองทำกันดูนะคะ แล้วมาแชร์ให้ฟังหน่อยว่าได้ผลหรือป่าว

เคล็ดลับ สูตรเด็ด รักษาฝ้า

ใครที่มีปัญหาเรื่อง ฝ้ามารบกวนจิตใจอยู่ลองมาทำตามสูตรเด็ดนี้ดู รับรองว่าหายแน่นอนค่ะ

สูตรรักษาฝ้า

เริ่มจากคั้นน้ำมะขามเปียก โดยให้น้ำที่คั้นออกมานั้นใสหน่อยนะคะ และนำไปตั้งไฟอ่อนๆ รอจนน้ำเดือด เพื่อนให้น้ำมะขามสุกแน่นอน จึงใส่น้ำผึ้งลงไปคนให้เข้ากัน โดยขั้นตอนนี้สำคัญมากคือเวลาเทน้ำผึ้งไปนั้น อีกมือต้องข้นไปด้วยนะคะ เพื่อให้น้ำมะขามและน้ำผึ้งเข้าเป็นเนื้อเดียวกันจริงๆ ค่ะ

หลังจากนั้นพอเข้ากันดีแล้วก็น้ำออกจากเตา ทิ้งไว้ให้หายร้อน เทเก็บใสกระปุกไว้ได้เลย

วิธีทา ให้นำที่เราทำเอาไว้มาทาหน้า วันละ 1 ชั่วโมง ช่วยรักษาฝ้า และทำให้ผิวหน้านวลใสขึ้นได้ค่ะ

การตรวจสุขภาพประจำปี นั้นสำคัญไฉน

ตอนนี้คนเรามักจะมีเสี่ยงต่อการเป็นโรคมากมาย ทั้งที่ในปัจจุบันนี้ล้วนแล้วแต่ มีสิ่งอำนวยความสะดวกรวดเร็ว แต่โรคภัย ไข้เจ็บ ต่างๆ ก็เกิดขึ้นมาใหม่ แข่งกับความเจริญทางวัตถุเช่นกัน ทำให้ สุขภาพ ร่างกายของเรานั้นยิ่งเสื่อมถอยลงไปทุกวัน ดังนั้น เราควรจะตรวจสุขภาพของเราทุกปี เพื่อเป็นการป้องกัน ไว้ก่อนที่จะสายเกินไป

มาชมกันว่าควรจะตรวจอะไรกันบ้าง

1. การวัดความดันโลหิต
เพื่อ ค้นหาว่ามีภาวะความดันโลหิตสูงหรือไม่ เนื่องจากบางรายอาจมีความดันโลหิตสูงโดยที่ยังไม่มีอาการแสดงที่ผิดปกติ

2. การประเมินดัชนีมวลกาย (Body Mass Index)
เพื่อ ประเมินความสมดุลระหว่างส่วนสูงและน้ำหนัก ซึ่งหากมีค่าดัชนีมวลกายสูงกว่าเกณฑ์ก็อาจก่อให้เกิดโรคต่างๆได้

3. การตรวจหมู่เลือด (Blood Group)
เพื่อทราบหมู่เลือดและเกิดความมั่นใจในการรับหรือบริจาคเลือด ซึ่งการรับหรือบริจาคเลือดจำเป็นที่จะต้องได้โลหิตหมู่ที่ถูกต้องตรงกัน

4. การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด Complete Blood Count)
เพื่อประเมินภาวะซีด ระดับความเข้มข้นของเลือด ซึ่งบางรายอาจไม่มีอาการแสดงที่ผิดปกติ

5. การตรวจระดับน้ำตาลในเลือด (Fasting Blood Sugar)
เพื่อประเมินภาวะการเป็นโรคเบาหวาน ซึ่งบางรายอาจมีความผิดปกติบางอย่างเกิดขึ้นแล้วแต่ไม่เคยตรวจหาระดับน้ำตาลในเลือด นอกจากนั้นโรคเบาหวานยังสามารถถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ได้ด้วย

6. การตรวจความสมบูรณ์ของปัสสาวะ (Urine Analysis)
เพื่อค้นหาความผิดปกติของระบบทางเดินปัสสาวะ เช่น การติดเชื้อ นิ่วในทางเดินปัสสาวะ เป็นต้น

7. การตรวจอุจจาระ (Stool Exam)
เพื่อตรวจหาความผิดปกติระบบขับถ่าย ตรวจหาเชื้อ และไข่พยาธิในทางเดินอาหาร ซึ่งจำเป็นอย่างมากโดยเฉพาะผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับการปรุง การเตรียมอาหาร เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีการแพร่พยาธิลงไปในอาหาร

8. การเอกซเรย์ทรวงอก (Chest X-Ray)
เพื่อค้นหาความผิดปกติของปอด เยื่อหุ้มปอด และกระดูกทรวงอก โดยเฉพาะผู้ที่สูบบุหรี่ หรือทำงานในสภาพแวดล้อมที่มีฝุ่น ควัน ไอระเหย ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดโรค เช่น โรคถุงลมโป่งพอง วัณโรค และโรคอื่น ๆ

9. การตรวจการทำงานของตับ (SGOT, SGPT, ALK.P.)
เพื่อตรวจหาความผิดปกติในการทำงานของตับ เช่น มีภาวะตับอักเสบ หรือไม่ ซึ่งการอักเสบของนี้ อาจมีสาเหตุได้จากเชื้อไวรัสตับอักเสบ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ การรับประทานยาบางชนิด เป็นต้น นอกจากนั้นค่าของ ALK.P. ยังบ่งชี้ภาวะการทำลายกระดูก หรือการมีก้อนเนื้อในร่างกายได้อีกด้วย

10. การตรวจการทำงานของไต (BUN, CR)
เพื่อตรวจระดับสารเคมีในเลือดที่ไตต้องกรองออกจากร่างกายว่ามีระดับสูงเกินปกติหรือไม่ หากมีระดับของสารเคมี
ชนิดนี้สูง ก็อาจมีภาวะไตเสื่อม หรือไตวายได้

42-1

11. การตรวจระดับกรดยูริค (Uric Acid)
เพื่อตรวจหาโรคเก๊าท์ หรืออาจเป็นสาเหตุของโรคนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะก็ได้ ผู้ที่ชอบรับประทานสัตว์ปีก เครื่องในสัตว์ หน่อไม้ มักจะเสี่ยงต่อการมีระดับกรดยูริคสูง

12. การตรวจระดับไขมันโคเลสเตอรอล, ไตรกลีเซอไรด์ (Cholesterol, Triglyceride)
เพื่อตรวจหาระดับไขมันที่เป็นสาเหตุของโรคหลอดเลือดหัวใจ หรือหลอดเลือดสมองอุดตันซึ่งมีอันตรายมาก ผู้ที่ชอบรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง ปลาหมึก หอยนางรม ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ประจำ มักมีความเสี่ยงต่อการมีไขมันในเลือดสูง

13. การตรวจระดับไขมันความหนาแน่นสูง (High-Density Lipoprotein)
เพื่อตรวจหาระดับไขมันชนิดที่ดี ซึ่งสามารถป้องกันโรคหลอดเลือดอุดตันได้ ไขมันชนิดนี้จะมีได้โดยการออกกำลังกายสม่ำเสมอ

14. การตรวจระดับไขมันความหนาแน่นต่ำ (Low-Density Lipoprotein)
เพื่อหาระดับไขมันชนิดที่ไม่ดี ซึ่งเป็นอีกสาเหตุหนึ่งของโรคหลอดเลือดอุดตัน

15. การตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี (HBs Ag)
เพื่อค้นหาว่าร่างกายของเราเคยได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี แล้วหรือยัง ซึ่งโรคไวรัสตับอักเสบ บี นี้ หากมีอาการเจ็บป่วยก็จะส่งผลเสียหายอย่างมากต่อการทำงานและร่างกายของบุคคลนั้น

16. การตรวจหาภูมิคุ้มกันไวรัสตับอักเสบ บี (Anti HBs)
เพื่อหาว่าร่างกายหลังจากมีการรับเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี เข้ามาแล้ว มีการสร้างภูมิต้านทานขึ้นมาเองตามธรรมชาติแล้วหรือยัง ซึ่งหากยังไม่มีภูมิคุ้มกัน ก็จำเป็นที่จะต้องรับการฉีดวัคซีนเพื่อสร้างภูมิต้านทานขึ้นมา

17. การตรวจหาสารบ่งชี้มะเร็งต่อมลูกหมาก (PSA)
เพื่อตรวจหาระดับสารชนิดหนึ่งในเลือด ที่จะบ่งชี้ว่ามีความผิดปกติของมะเร็งต่อมลูกหมากหรือไม่ หากมีความผิดปกติก็จำเป็นที่จะต้องรับการวินิจฉัยและรักษาเพิ่มเติม

18. การตรวจหาสารบ่งชี้มะเร็งตับ (Alpha Fetoprotein)
เพื่อตรวจหาระดับสารชนิดหนึ่งในเลือด ที่จะบ่งชี้ว่ามีความผิดปกติของมะเร็งตับหรือไม่ หากมีความผิดปกติก็จำเป็นที่จะต้องรับการวินิจฉัยและรักษาเพิ่มเติม

19. การตรวจมะเร็งปากมดลูก (Pap smear , Thin prep)
เพื่อตรวจหาเซลล์เนื้อเยื่อที่บริเวณปากมดลูกว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์มะเร็งหรือไม่ หากพบในระยะเริ่มต้นก็สามารถรักษาให้หายได้ สตรีที่แต่งงานแล้วหรืออายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป จำเป็นต้องได้รับการตรวจหามะเร็งปากมดลูก

20. การตรวจมะเร็งเต้านม (Mammogram)
เพื่อตรวจหาก้อนเนื้อที่ผิดปกติในเต้านม และวินิจฉัยเพิ่มเติมว่าเป็นมะเร็งเต้านมหรือไม่ สตรีที่เคยให้นมบุตรหรืออายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป จำเป็นต้องได้รับการตรวจหามะเร็งเต้านม

21. การตรวจทางเดินอาหารส่วนต้น (Upper GI Series)
เพื่อค้นหาว่ามีก้อนเนื้อ การอักเสบ และลักษณะความผิดปกติของระบบทางเดินอาหารส่วนต้นอย่างอื่น ๆ หรือไม่

22. การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG)
เป็นการตรวจและบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจเพื่อตรวจสอบเบื้องต้นว่ากล้ามเนื้อ และหลอดเลือดหัวใจมีความผิดปกติหรือไม่ ผู้ที่เคยมีอาการเจ็บ เสียว แน่นหน้าอกบ่อยๆ ควรรับการตรวจคลื่นหัวใจไฟฟ้า

23. การตรวจสมรรถภาพหัวใจโดยการวิ่งสายพาน (EST)
เป็นการตรวจวัดการทำงานของหัวใจโดยละเอียด ซึ่งใช้ประกอบการวินิจฉัย โรคหลอดเลือดหัวใจ ลิ้นหัวใจ กล้ามเนื้อหัวใจ ว่ามีความผิดปกติอย่างไร ผู้ที่ทำงานในภาวะเครียดสูงและเคยมีอาการเจ็บ แน่นหน้าอก ควรรับการตรวจสมรรถภาพหัวใจ

24. การตรวจวัดความหนาแน่นกระดูก (Bonedensity)
เป็นการตรวจหาภาวะกระดูกบาง กระดูกพรุน ที่อาจพบได้ในผู้ที่มีอายุมากขึ้น โดยเฉพาะเพศหญิงจะมีความเสี่ยงต่อภาวะกระดูกเปราะบางและอาจเกิดกระดูกหักเองได้เมื่อสูงอายุ

25. การตรวจความยืดหยุ่นของเส้นเลือด (ABI)
เป็นการประเมินความเสี่ยงของการอุดตันของเส้นเลือดแดงตั้งแต่เริ่มแรก ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง และการสูบบุหรี่ล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดหลอดเลือดแดงแข็ง และอุดตันได้

พอทราบกันอย่างนี้แล้วอย่าลืมดูแลสุขภาพ มั่นตรวจสุขภาพกันหน่อยนะคะ

ประโยชน์ของ เบียร์ ก็มีเยอะนะคะ

การดื่มเบียร์ ก็มีประโยชน์นะจ๊ะ  ถ้าดื่มแบบพอดี ไม่เกิน 1 – 2 แก้วต่อวัน โดยเฉพาะเบียร์ที่ทำจากข้าวบาร์เลย์ จะได้วิตามินดี และมีแร่ธาตุ สารอาหารสำคัญต่อร่างกาย กว่า 1,000 ชนิด เช่น วิตามินบี 3 ช่วยให้ผิวเนียนนุ่ม เลือดหมุนเวียนดี เกลือแร่  เช่น สังกะสี แมกนีเซียม เหล็ก และแร่ธาตุจำเป็น ซึ่งช่วยให้เส้นประสาทและกล้ามเนื้อ แข็งแรง

ป้องกันโรคหัวใจ จากการศึกษาของนักวิชาการพบว่า ผู้ที่ดื่มเบียร์มีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจน้อยกว่าผู้ที่ไม่ได้ดื่มเบียร์ 40 – 60% แต่ควรดื่มไม่เกินครึ่งลิตรต่อวัน

 

ช่วยลดความเสี่ยงโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต สารที่มีประโยชน์ในเบียร์สามารถช่วยป้องกันเส้นเลือดอุดตันจึงช่วยป้องกันโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต

 

ช่วยลดความดันโลหิต แพทย์ชาวฮอลแลนด์และจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดค้นพบว่า การดื่มเบียร์ช่วยลดความดันโลหิตสูงได้

 

ป้องกันเบาหวาน ผู้ที่ดื่มเบียร์มีจำนวนน้อยที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน เหตุผลก็คือ เบียร์ทำให้ร่างกายสามารถปรับฮอร์โมนอินซูลิให้ความทรงจำดี นักดื่มเบียร์จึงไม่ค่อยเป็นโรคอัลไซเมอร์

 

ช่วยให้กระดูกแข็งแรง เบียร์ให้ผลดีต่อกระดูก สามารถช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุนได้ แต่ได้ผลเฉพาะกับหนุ่มสาวเท่านั้น

 

ช่วยให้อายุยืน จากการศึกษามากกว่า 50 สำนัก พบว่า ผู้ที่ดื่มเบียร์วันละ 1 – 2 แก้ว มักจะมีอายุที่ยืนยาว เนื่องจากเบียร์มีสารปกป้องหัวใจ

 

ป้องกันท้องร่วง โมเลกุลในเบียร์มีส่วนประกอบเหมือนกันกับกรดนมและน้ำส้มสายชู สารที่ว่านี้ขัดขวางเชื้อโรคในลำไส้ที่เป็นสาเหตุของท้องร่วงไม่ให้แพร่ เชื้อจนท้องเสีย

 60

ต้านความเครียด นักวิชาการจากมหาวิทยาลัย Montreal ค้นพบว่า คนทำงานที่ได้ดื่มเบียร์บ้างเป็นครั้งคราวมีความเครียดน้อยกว่าผู้ที่ไม่ดื่มเบียร์

 

ป้องกันนิ่วในถุงน้ำดีและในไต นักวิชาการจากเมืองเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ค้นพบว่า การดื่มเบียร์วันละหนึ่งขวดก็จะได้รับแมกนีเซียม ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงโรคนิ่วในไตได้ถึง 40%

 

ป้องกันโรคนอนไม่หลับ สารจากดอก Hops ใน เบียร์เปรียบเสมือนยานอนหลับจากธรรมชาติ ช่วยให้ประสาทผ่อนคลาย ดังนั้น การดื่มเบียร์หนึ่งแก้วในตอนเย็นจึงเหมือนกับการกินยานอนหลับ

 

ช่วยต้านมะเร็ง เบียร์มีสารโพลีฟีนอยด์ที่จะช่วยป้องกันมะเร็ง โดยการดักจับอนุมูลอิสระตัวร้ายออกจากร่างกาย สารโพลีฟีนอยด์หลักก็คือ Xanthohumol ซึ่งมีข้อดี คือ ช่วยยับยั้งโปรตีนที่ช่วยในการพัฒนาการของมะเร็ง

 

ช่วยให้ผิวสวย ในเบียร์มีวิตามินสูง เช่น Pantothenic Acid วิตามินบี 3 และไนอาซิน ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการผลิตเซลล์ผิวใหม่ ช่วยสร้างคอลลาเจนและเม็ดสี ผิวจึงเรียบเนียนและอ่อนนุ่ม

แต่ถ้าดื่มมากไป จะทำให้อ้วน และไขมันสูงได้