สับปะรด ล้างพิษ

สาวๆ ที่ชอบทำ ดีท็อกซ์ (Detox) ลองหันมาทาน สับปะรด ไม่เจ็บตัว ราคาไม่แพงด้วยนะคะ  เพราะว่าสับปะรด มีแอนตี้ออกซิแดนท์อย่างวิตามินบีและซี รวมถึงแร่ธาตุเพื่อการ ดีท็อกซ์ (Detox) อย่างทองแดงและแมงกานีส

ถ้าคุณเป็นคนชอบทานผลไม้ สับปะรดถือว่าเป็นทางเลือกที่ไม่เลวเลยค่ะ

ชีส อุดมด้วยประโยชน์นานาชนิด

ชีส (Cheese) ทำมาจาก นมวัว หรือ นมแพะ นั้นเองค่ะ โดยมีการนำมาคัดแยก โปรตีน นำมาผสมเชื้อรา หรือ แบคทรีเรีย และสารอื่นๆ อีกตามแต่ละประเภทชนิดของ ชีส (Cheese)ค่ะ

ซึ่งในเมืองไทยยุคปัจจุบันนี้นิยมนำชีสมาเป็นของว่าง อย่างเช่น เกี๊ยวห่อชีส หรือ แซนวิส และทุกคนจะคิดว่าการทานชีสนั้นจะทำให้อ้วน จริงๆ แล้ว ถ้าทานแต่พอดี ก็ไม่อ้วนหลอกนะคะ  ทั้งนี้ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับตัวของคุณเองเลยค่ะ

นอกจาก ชีส (Cheese) จะอร่อย ทำให้อ้วนแล้ว ชีส (Cheese) ยังมีประโยชน์ ที่ช่วยเสริมสร้างให้แก่ร่างกาย อาทิเช่น  แคลเซียม โปรตีน ฟอสฟอรัส วิตามินบี 12 สังกะสี ไชมัน และ น้ำตาลแล็กโทสในปริมาณที่น้อยกว่าในน้ำนม ซึ่งช่วยลดการทำให้เกิดฟันผุได้อีกด้วยค่ะ

ยาต้านความชรา หรือ ยาต้านความแก่

เวลาหนุ่มสาว ร่างกาย แข็งแรง ผิวพรรณสดใส ไร้ริ้วรอย รอบดวงตา หน้าผาก หรือล่องแก้ม แต่พอเวลาล่วงเลยไป ริ้วรอย หรือสัญญาณแจ้งว่าร่างกายของเราเริ่มเสื่อมไปตามกาลเวลา ทำให้เป็นทุกข์ ไม่ว่าจะทางจิตใจ หรือว่า ทุกข์ของสุขภาพ

ทำให้นักวิทยาศาสตร์คิดค้นยา เพื่อต่อต้านความชรา ขึ้นมา โดยค้นพบว่าในวัยเด็กนั้นร่างกายจะมีฮอร์โมนที่ทำให้ร่างกายเจริญเติบโตเรียกว่า โกรทฮอร์โมน (Human Growth Hormone) และถ้าอายุเรามากขึ้นเลื่อยๆ จนถึงช่วงอายุ 60 นั้น ฮอร์โมนชนิดนี้จะลดลงเหลือเพียงแค่ 20% % ทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่น หย่อนยาน ไขมันส่วนเกินเกาะตามร่างกายมากขึ้น ระบบเผาผลาญลดลง ความสดชื่น ความสดใส ความคล่องตัวก็จะเริ่มลดลงเช่นกัน นอกจากนี้ยังทำให้นอนไม่หลับ เป็นโรคเครียด ถ้าเป็นหนักแพทย์จะฉีดยาเพิ่มฮอร์โมนชนิด โกรทฮอร์โมนเข้าไป ส่งผลให้ร่างกายกลับมาแข็งแรง สดชื่น สดใส ย้อนวัยได้

ยาต้านความชรา

ด้วยผลดีที่ได้รับทำให้มีคนพยายามจะนำฮอร์โมนชนิดนี้มา เสริมความงาม เพื่อเป็นยาต้านความชรา แต่อย่างไรก็ดียาชนิดนี้เหมาะสำหรับคนที่เป็นโรค หรือ มีอาการดังที่กล่างไปข้างต้นมากกว่า ถ้าหากคนปกติได้รับ โกรทฮอร์โมน (Human Growth Hormone) เข้าไปเกินความต้องการของร่างกายแล้วละก็ จะมีผลข้างเคียงเกี่ยวกับโรคเบาหวาน มะเร็งลำไส้ได้ค่ะ

ยาตัวนี้มีจำหน่ายให้เห็นทั่วไป แต่จำหน่ายเพื่อนำมารักษา แต่ถ้านำมาเป็นเพื่อเสริมความงามนั้น ถือว่าผิดค่ะ

ถ้าอยากมีสุขภาพ ผิวพรรณ ร่างกายที่ดี ควรเริ่มจากเรื่องการดำเนินชีวิตประจำวัน ออกกำลังกายวันละ 30 นาที ลด ละเลิก บุหรี่ และกาแฟ ทานอาหารที่ไม่มีไขมัน หรือ น้ำอัดลม เพียงแค่นี้ก็สามารถชล่อความแก่ หรือ ความชรา ของร่างกายได้เยอะเลยค่ะ

การตรวจสุขภาพประจำปี นั้นสำคัญไฉน

ตอนนี้คนเรามักจะมีเสี่ยงต่อการเป็นโรคมากมาย ทั้งที่ในปัจจุบันนี้ล้วนแล้วแต่ มีสิ่งอำนวยความสะดวกรวดเร็ว แต่โรคภัย ไข้เจ็บ ต่างๆ ก็เกิดขึ้นมาใหม่ แข่งกับความเจริญทางวัตถุเช่นกัน ทำให้ สุขภาพ ร่างกายของเรานั้นยิ่งเสื่อมถอยลงไปทุกวัน ดังนั้น เราควรจะตรวจสุขภาพของเราทุกปี เพื่อเป็นการป้องกัน ไว้ก่อนที่จะสายเกินไป

มาชมกันว่าควรจะตรวจอะไรกันบ้าง

1. การวัดความดันโลหิต
เพื่อ ค้นหาว่ามีภาวะความดันโลหิตสูงหรือไม่ เนื่องจากบางรายอาจมีความดันโลหิตสูงโดยที่ยังไม่มีอาการแสดงที่ผิดปกติ

2. การประเมินดัชนีมวลกาย (Body Mass Index)
เพื่อ ประเมินความสมดุลระหว่างส่วนสูงและน้ำหนัก ซึ่งหากมีค่าดัชนีมวลกายสูงกว่าเกณฑ์ก็อาจก่อให้เกิดโรคต่างๆได้

3. การตรวจหมู่เลือด (Blood Group)
เพื่อทราบหมู่เลือดและเกิดความมั่นใจในการรับหรือบริจาคเลือด ซึ่งการรับหรือบริจาคเลือดจำเป็นที่จะต้องได้โลหิตหมู่ที่ถูกต้องตรงกัน

4. การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด Complete Blood Count)
เพื่อประเมินภาวะซีด ระดับความเข้มข้นของเลือด ซึ่งบางรายอาจไม่มีอาการแสดงที่ผิดปกติ

5. การตรวจระดับน้ำตาลในเลือด (Fasting Blood Sugar)
เพื่อประเมินภาวะการเป็นโรคเบาหวาน ซึ่งบางรายอาจมีความผิดปกติบางอย่างเกิดขึ้นแล้วแต่ไม่เคยตรวจหาระดับน้ำตาลในเลือด นอกจากนั้นโรคเบาหวานยังสามารถถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ได้ด้วย

6. การตรวจความสมบูรณ์ของปัสสาวะ (Urine Analysis)
เพื่อค้นหาความผิดปกติของระบบทางเดินปัสสาวะ เช่น การติดเชื้อ นิ่วในทางเดินปัสสาวะ เป็นต้น

7. การตรวจอุจจาระ (Stool Exam)
เพื่อตรวจหาความผิดปกติระบบขับถ่าย ตรวจหาเชื้อ และไข่พยาธิในทางเดินอาหาร ซึ่งจำเป็นอย่างมากโดยเฉพาะผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับการปรุง การเตรียมอาหาร เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีการแพร่พยาธิลงไปในอาหาร

8. การเอกซเรย์ทรวงอก (Chest X-Ray)
เพื่อค้นหาความผิดปกติของปอด เยื่อหุ้มปอด และกระดูกทรวงอก โดยเฉพาะผู้ที่สูบบุหรี่ หรือทำงานในสภาพแวดล้อมที่มีฝุ่น ควัน ไอระเหย ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดโรค เช่น โรคถุงลมโป่งพอง วัณโรค และโรคอื่น ๆ

9. การตรวจการทำงานของตับ (SGOT, SGPT, ALK.P.)
เพื่อตรวจหาความผิดปกติในการทำงานของตับ เช่น มีภาวะตับอักเสบ หรือไม่ ซึ่งการอักเสบของนี้ อาจมีสาเหตุได้จากเชื้อไวรัสตับอักเสบ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ การรับประทานยาบางชนิด เป็นต้น นอกจากนั้นค่าของ ALK.P. ยังบ่งชี้ภาวะการทำลายกระดูก หรือการมีก้อนเนื้อในร่างกายได้อีกด้วย

10. การตรวจการทำงานของไต (BUN, CR)
เพื่อตรวจระดับสารเคมีในเลือดที่ไตต้องกรองออกจากร่างกายว่ามีระดับสูงเกินปกติหรือไม่ หากมีระดับของสารเคมี
ชนิดนี้สูง ก็อาจมีภาวะไตเสื่อม หรือไตวายได้

42-1

11. การตรวจระดับกรดยูริค (Uric Acid)
เพื่อตรวจหาโรคเก๊าท์ หรืออาจเป็นสาเหตุของโรคนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะก็ได้ ผู้ที่ชอบรับประทานสัตว์ปีก เครื่องในสัตว์ หน่อไม้ มักจะเสี่ยงต่อการมีระดับกรดยูริคสูง

12. การตรวจระดับไขมันโคเลสเตอรอล, ไตรกลีเซอไรด์ (Cholesterol, Triglyceride)
เพื่อตรวจหาระดับไขมันที่เป็นสาเหตุของโรคหลอดเลือดหัวใจ หรือหลอดเลือดสมองอุดตันซึ่งมีอันตรายมาก ผู้ที่ชอบรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง ปลาหมึก หอยนางรม ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ประจำ มักมีความเสี่ยงต่อการมีไขมันในเลือดสูง

13. การตรวจระดับไขมันความหนาแน่นสูง (High-Density Lipoprotein)
เพื่อตรวจหาระดับไขมันชนิดที่ดี ซึ่งสามารถป้องกันโรคหลอดเลือดอุดตันได้ ไขมันชนิดนี้จะมีได้โดยการออกกำลังกายสม่ำเสมอ

14. การตรวจระดับไขมันความหนาแน่นต่ำ (Low-Density Lipoprotein)
เพื่อหาระดับไขมันชนิดที่ไม่ดี ซึ่งเป็นอีกสาเหตุหนึ่งของโรคหลอดเลือดอุดตัน

15. การตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี (HBs Ag)
เพื่อค้นหาว่าร่างกายของเราเคยได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี แล้วหรือยัง ซึ่งโรคไวรัสตับอักเสบ บี นี้ หากมีอาการเจ็บป่วยก็จะส่งผลเสียหายอย่างมากต่อการทำงานและร่างกายของบุคคลนั้น

16. การตรวจหาภูมิคุ้มกันไวรัสตับอักเสบ บี (Anti HBs)
เพื่อหาว่าร่างกายหลังจากมีการรับเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี เข้ามาแล้ว มีการสร้างภูมิต้านทานขึ้นมาเองตามธรรมชาติแล้วหรือยัง ซึ่งหากยังไม่มีภูมิคุ้มกัน ก็จำเป็นที่จะต้องรับการฉีดวัคซีนเพื่อสร้างภูมิต้านทานขึ้นมา

17. การตรวจหาสารบ่งชี้มะเร็งต่อมลูกหมาก (PSA)
เพื่อตรวจหาระดับสารชนิดหนึ่งในเลือด ที่จะบ่งชี้ว่ามีความผิดปกติของมะเร็งต่อมลูกหมากหรือไม่ หากมีความผิดปกติก็จำเป็นที่จะต้องรับการวินิจฉัยและรักษาเพิ่มเติม

18. การตรวจหาสารบ่งชี้มะเร็งตับ (Alpha Fetoprotein)
เพื่อตรวจหาระดับสารชนิดหนึ่งในเลือด ที่จะบ่งชี้ว่ามีความผิดปกติของมะเร็งตับหรือไม่ หากมีความผิดปกติก็จำเป็นที่จะต้องรับการวินิจฉัยและรักษาเพิ่มเติม

19. การตรวจมะเร็งปากมดลูก (Pap smear , Thin prep)
เพื่อตรวจหาเซลล์เนื้อเยื่อที่บริเวณปากมดลูกว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์มะเร็งหรือไม่ หากพบในระยะเริ่มต้นก็สามารถรักษาให้หายได้ สตรีที่แต่งงานแล้วหรืออายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป จำเป็นต้องได้รับการตรวจหามะเร็งปากมดลูก

20. การตรวจมะเร็งเต้านม (Mammogram)
เพื่อตรวจหาก้อนเนื้อที่ผิดปกติในเต้านม และวินิจฉัยเพิ่มเติมว่าเป็นมะเร็งเต้านมหรือไม่ สตรีที่เคยให้นมบุตรหรืออายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป จำเป็นต้องได้รับการตรวจหามะเร็งเต้านม

21. การตรวจทางเดินอาหารส่วนต้น (Upper GI Series)
เพื่อค้นหาว่ามีก้อนเนื้อ การอักเสบ และลักษณะความผิดปกติของระบบทางเดินอาหารส่วนต้นอย่างอื่น ๆ หรือไม่

22. การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG)
เป็นการตรวจและบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจเพื่อตรวจสอบเบื้องต้นว่ากล้ามเนื้อ และหลอดเลือดหัวใจมีความผิดปกติหรือไม่ ผู้ที่เคยมีอาการเจ็บ เสียว แน่นหน้าอกบ่อยๆ ควรรับการตรวจคลื่นหัวใจไฟฟ้า

23. การตรวจสมรรถภาพหัวใจโดยการวิ่งสายพาน (EST)
เป็นการตรวจวัดการทำงานของหัวใจโดยละเอียด ซึ่งใช้ประกอบการวินิจฉัย โรคหลอดเลือดหัวใจ ลิ้นหัวใจ กล้ามเนื้อหัวใจ ว่ามีความผิดปกติอย่างไร ผู้ที่ทำงานในภาวะเครียดสูงและเคยมีอาการเจ็บ แน่นหน้าอก ควรรับการตรวจสมรรถภาพหัวใจ

24. การตรวจวัดความหนาแน่นกระดูก (Bonedensity)
เป็นการตรวจหาภาวะกระดูกบาง กระดูกพรุน ที่อาจพบได้ในผู้ที่มีอายุมากขึ้น โดยเฉพาะเพศหญิงจะมีความเสี่ยงต่อภาวะกระดูกเปราะบางและอาจเกิดกระดูกหักเองได้เมื่อสูงอายุ

25. การตรวจความยืดหยุ่นของเส้นเลือด (ABI)
เป็นการประเมินความเสี่ยงของการอุดตันของเส้นเลือดแดงตั้งแต่เริ่มแรก ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง และการสูบบุหรี่ล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดหลอดเลือดแดงแข็ง และอุดตันได้

พอทราบกันอย่างนี้แล้วอย่าลืมดูแลสุขภาพ มั่นตรวจสุขภาพกันหน่อยนะคะ

ดื่มน้ำกันเถอะ เพื่อสุขภาพ

สาวๆ ที่มีผิวสวย ส่วนใหญ่ มักจะมีพฤติกรรม ชอบดื่มน้ำประกอบอยู่ด้วย การดื่มน้ำที่ดีควรจะดื่มวันละ 6-8 แก้วต่อวัน เพราะว่าน้ำจะเข้าไปในร่างกายแล้ว จะเดินทางไปทั่วร่างกาย โดยน้ำก็จะถูกดูดซึมที่บริเวณลำไส้เล็กแล้วไปทั่วร่างกายผ่านตามเซลต่างๆ กับเลื่อดทั่วตัวของคุณนอกจากนี้ทราบกันหรือป่าวว่า ร่างกายของเรานั้นมีน้ำเป็นส่วนประกอบถึง 70%  และนอกจากนี้ยังเป็นตัวนำการจายวิตามิน และ สารอาหารต่างๆ ไปสู่อวัยวะอื่นๆ นอกจากนี้การที่ดื่มน้ำมากๆ จะเป็นการช่วยระบายความร้อนอีกด้วย

หลังจากพอทราบถึงข้อดีของน้องน้ำ อย่างนี้แล้วควรลืม ดื่มน้ำกันเยอะๆ นะคะ เพื่อสุขภาพที่ดีของพวกเรา ^_^

ตำแหน่งสิว บนใบหน้า บ่งบอกอะไรหลายอย่างเกี่ยวกับสุขภาพ

การสื่อความรู้สึก ต้องใช้ สีหน้า แววตา และกิริยาท่าทาง เพื่อสื่อให้รับรู้ถึงอารมณ์ต่างๆ ได้ แต่คุณรู้หรือป่าวว่าผิวหน้าของคนเราก็สามารถสื่อถึงสุขภาพภายในร่างกายได้เหมือนกันค่ะ

วิธีการสังเกตถึงสุขภาพภายในร่างกายของเราหรือของคนใกล้ตัวเรานั้น ด้วยศาสตร์ใหม่จากการวิเคราะห์สภาพผิว Face Mapping  กระบวนการพิสูจน์และวิเคราะห์สภาพผิวด้วยศาสตร์ตะวันออก ซึ่งเป็นหนึ่งในปรัชญาความคิดเบื้องต้นที่ว่า “ผิวหน้าสามารถบ่งบอกได้ถึงสุขภาพภายในร่างกายที่มีผลกระทบต่อผิวพรรณ” ทำให้เข้าใจได้ถึงสาเหตุการเกิดปัญหาสุขภาพผิว

โซน 1 & 2: ระบบย่อยอาหาร – คุณมาปัญหาระบบการย่อยอาหาร ดังนั้นกินอาหารขยะลดลง และงดปริมาณไขมันในอาหารของคุณ
และเพิ่มการดื่มน้ำและเลือกใช้สิ่งที่เย็นเช่นแตงกวา
โซน 3: ตับ – มีปัญหาในส่วนของตับ ต้องงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์, อาหารรสเค็ม อาหารเหล่านี้ทำให้ตับทำงานหนัก
และควรออกกำลังกายเบา ๆ ทุกวันและได้รับเพียงพอนอนเพื่อตับของคุณสามารถพักผ่อน
โซน 4 & 5: ไต – ตำแหน่งนี้มีผลกับไต อาจเกิดรอบดวงตาที่คล้ำด้วย รวมถึงการพักผ่อนน้อย ขาดสารอาหาร

อ่านเพิ่มเติม ตำแหน่งสิว บนใบหน้า บ่งบอกอะไรหลายอย่างเกี่ยวกับสุขภาพ

ออกกำลังกายแนวใหม่ สำหรับ หนุ่ม สาว วัยทำงาน

คนส่วนใหญ่มักจะนั่งทำงานอยู่ที่หน้าคอมพิวเตอร์ ทำให้กลายเป็นกระแสปวดเป็นโรคออฟฟิคซินโดม กันมากยิ่ง เราพัฒนาในด้านวัตถุมากเท่าไร ร่างกายมักจะไม่ค่อยได้รับการดูแลเอาใจใส่ เท่าที่ควร ทำให้เกิดความปวด เมื่อย เริ่มสะบัคจม ยกแขนไม่ขึ้น เท้าชา เนื่องจากนั่งบนเก้าอี้นาน ๆ เลือดวิ่งลงเท้าตลอด และไม่ค่อยมีเวลาไปออกกำลังกาย ทำงานป่วยได้มากกว่าปรกติ ที่นี้เรามาหาวิธีการออกกำลังกาย แบบง่าย ๆ สามารถทำที่ทำงานได้เลยค่ะ

ต้องทำความรู้จักกับ “การออกกำลังกายบนเก้าอี้ หรือ Chair exercise” ไว้ให้ดี เพราะเป็นการออกกำลังกายที่ประยุกต์มาจากศาสตร์โยคะ ฝึกได้ไม่ยากและไม่มีอันตราย อุปกรณ์ที่ใช้มีเพียงเก้าอี้ที่มั่นคงและไม่มีพนักแขน

มีด้วยกัน 8 ท่าค่ะ ไม่ยากเลยนะคะ รับรองว่าคนที่ไม่ได้ค่อยออกกำลังกาย ก็สามารถทำได้ค่ะ

 

1. เตรียมพร้อมโดยการนั่งตัวตรง ประมาณ 1/3 ของเก้าอี้ ปลายเท้าชิด จากนั้นเปิดปลายเท้าทั้งสองออกด้านข้างสลับเปิดส้นเท้า ลักษณะคล้ายฟันปลา ทำไปเรื่อยๆ จนขากางออกสุดแล้วจึงทำย้อนกลับจนปลายเท้าชิดกัน ทำซ้ำ 5 รอบ เพื่อบริหารข้อต่อบริเวณเท้าถึงต้นขา

2. นั่งเตรียมพร้อม เหยียดเท้าขวาให้ส้นเท้าแตะพื้น มือจับด้านข้างของเก้าอี้แล้วโน้มตัวลงจนรู้สึกตึงๆ ที่ต้นขา ทำสลับด้านซ้าย ข้างละ 10 ครั้ง ช่วยยืดเหยียดกล้ามเนื้อขา

3. นั่งเตรียมพร้อม ค่อยๆ ก้มตัวลง แขนทั้งสองข้างไล่ต่ำลงไปตามขาจนสุด ค้างไว้ประมาณ 10 วินาที แล้วกลับสู่ท่าเดิม ทำซ้ำ 5 ครั้ง

อ่านเพิ่มเติม ออกกำลังกายแนวใหม่ สำหรับ หนุ่ม สาว วัยทำงาน