ผลไม้ล้างพิษ ต้านมะเร็ง

ใส่ใจสุขภาพ มาดูแลร่างกาย ให้สดชื่น เพื่อต้านมะเร็งกันดีกว่าค่ะ เพราะว่าทุกวันนี้โลกมันเปลี่ยนไปเทคโนโลยีมากขึ้น แต่สุขภาพกับแย่ลงทุกวัน โรคประหลาดก็เกิดขึ้นมากมาย เราควรใส่ใจหาสิ่งดีๆ เพื่อสุขภาพของเรากันค่ะ

วันนี้เลยขอนำเสนอ ผลไม้ 3 อย่างที่สามารถช่วยล้างพิษ และ ต้านมะเร็งได้ดีที่เดียว

มะนาว
เขาให้ประโยชน์มากมายดังเลยค่ะ อาทิเช่น วิตามินบี 1 และวิตามินบี 3 ไม่เพียงแค่เท่านั้น มันยังให้สารคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และแร่ธาตุ ซึ่งมีส่วนช่วยขับของเสียอย่างเช่น เสมหะ และพยาธิออกจากร่างกาย อีกทั้งยังช่วยแก้ไอ อาการเลือดออกตามไรฟัน เหงือกบวม และแก้วิงเวียนศีรษะ

กีวี
ผลไม้ที่อุดุมไปด้วยวิตามินซี แมกนีเซียม โพแทสเซียม แคลเซียม ฟอสฟอรัส และเบตาแคโรทีน อีกทั้งยังมีสรรพคุณต้านอนุมูลอิสระ ช่วยปกป้องเซลล์และเนื้อเยื่อไม่ให้เสื่อมโทรมและเกิดโรคภัยต่างๆ ได้อีกนะคะ

ลูกแพร์
เป็นผลไม้อีกชนิดที่เต็มไปด้วยวิตามินซี กรดโฟลิก ไนอาซิน แคลเซียม โพแทสเซียม และแมกนีเซียม พร้อมกับแร่ธาตุที่มีคุณสมบัติเป็นด่างลดคอเลสเตอรอล ชะล้างของเสียที่สะสมอยู่ภายในไต และช่วยำความสะอาดไส้ตรง ไม่เพียงแค่นั้น ลกแพร์ยังมีส่วนช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือด โดยเฉพาะที่ส่วนของผลลูกแพร์มีสารต้านอนุมูลอิสระที่ได้จากใยอาหาร กรดไฮดรอกซีซินนามิก และเส้นใยเพ็กตินที่ช่วยขับโลหะหนักออกจากร่างกาย ได้จากใยอาหาร กรดไฮดรอกซีซินนามิก และเส้นใยเพ็กตินที่ช่วยขับโลหะหนักออกจากร่างกาย

ถ้าทราบคุณสมบัติของ มะนาว กีวี ลูกแพร์แล้วมาดูวิธีการทำเป็นเครื่องดื่มให้ออกมารสชาติเยี่ยมยอดกันดีกว่าค่ะ

ขั้นตอนแรกให้เตรียมผลไม้ทั้ง 3 ชนิด ล้างให้สะอาด ตามด้วยปอกเปลือกกีวีทั้งผล จากนั้นฝานเนื้อกีวีออกเป็นแว่นๆ ส่วนลูกแพร์หั่นเป็นชิ้นพอหยาบ แล้วตามด้วยการนำกีวีกับลูกแพร์ไปสกัดเอาแต่น้ำด้วยเครื่องสกัดน้ำผักผลไม้ อย่าลืมคั้นน้ำมะนาวเพื่อใช้เป็นน้ำในเครื่องดื่มด้วยนะคะ เมื่อได้ส่วนผสมที่ต้องการแล้ว จึงนำมาคนให้เข้ากัน หลังจากนั้น จัดการดื่มได้ทันที หรือถ้าจะให้ดีก็เติมน้ำแข็งเข้าไป เพื่อเพิ่มความสดชื่นก็ยังได้ ปรุงดื่มเป็นประจำทุกวันรับรองเลยว่า ช่วยลดความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งได้ดีเลยทีเดียว

ข้อมูลอ้างอิงจาก http://women.sanook.com/

เทคนิคงดมื้อดึก เหมาะสำหรับสาวๆ รักษาหุ่น

กำลังรักษาหุ่น ให้ฟิต เฟริ์ม ต้องลองทำดูนะคะ แค่ 4 ข้อเท่านั้นค่ะ

  1. ไม่ต้องคิดว่างแผนหาของกิน ว่าจะกินอะไรดีนะ
  2. หลีกเลี่ยงดูภาพโฆษณาชวนเชื่อ ที่ทำให้รู้สึกอยากทาน อยากชิม ต้องไปลองซะ
  3. ทานของชอบอาหารจานโปรดได้ แต่ควรจะอาทิตย์ละครั้งเท่านั้นนะจ๊ะ มากเกินไปก็ไม่ดี
  4. ถ้าอดทนไม่ไว้จริงๆ แนะนำว่าหา ผลไม้ สลัดน้ำใส หรือ น้ำสลัดแบบญี่ปุ่น มาติดตู้เย็นไว้ ผลไม้อย่างแอปเปิ้ลเขียว

ลองทำดูกันนะคะ รับรองถ้าทำได้ก็จะทำให้หุ่น ฟิต เฟริ์ม กว่าเดิม และที่สำคัญ ควรออกกำลังกายควบคู่ไปด้วยจะดีมากเลยค่ะ

5 เทคนิค ทานเจ ไม่อ้วน

เทศกาลกินเจ กำลังจะมาถึงแล้ว มาชมวิธีทานยังไงไม่ให้อ้วนกันดีกว่าค่ะ

  1. เลือกกินข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีท นมถั่วเหลืองที่ผสมธัญพืช อย่างยี่ห้อต่างๆ ที่เราคุ้นเคย ก็จะออกสูตรเจออกมา แต่เราก็ต้องดูให้มีส่วนผสมที่มีประโยชน์สูงสุดในหนึ่งกล่อง
  2. เลือกผักใบมากกว่าพืชหัว เพราะผักใบมีคาร์โบไฮเดรตที่น้อยกว่าพืชหัวมาก ดังนั้น การกินผักใบจะทำให้เราได้พลังงาน และปริมาณแป้งน้อยกว่าจึงไม่ทำให้อ้วน
  3. เลือกกินของนึ่ง ต้ม ตุ๋น ดีกว่าของทอดและผัด เพราะช่วยให้เลี่ยงการกินน้ำมัน ซึ่งมีไขมันอยู่สูง
  4. กินหวานให้น้อยลง ไม่ใช่ว่าเมื่อคุณกินเจแล้ว จะสามารถกินขนมหวานได้เต็มที่ เพราะไม่ว่าจะเป็นอาหารเจหรือไม่เจ ถ้ามีความหวานและผสมน้ำตาลอยู่มากก็อ้วนได้ไม่ต่างกัน
  5. อดอาหาร ล้างพิษหลังกินเจ เพราะจะช่วยให้ร่างกายขับพิษต่าง ๆ ออกมาได้ ทั้งช่วยลดไขมันในเลือด ลดน้ำหนัก ลดภาวะร้อนในจากธาตุในร่างกายที่ไม่สมดุลได้อีกด้วย

ประโยชน์ ลูกเดือย ที่คุณมองข้าม

ลูกเดือยที่เราเห็นๆ กันบ่อยในรูปแบบเครื่องที่ใส่ในน้ำเต้าหู้ หรือ เป็นแนวธัญญาพืชที่กำลังเป็นที่นิยมในปัจจุบันนี้

ลูกเดือยมีคุณค่าทางอาหารสูง เพราะว่ามีปริมาณโปรตีน 13.84% คาร์โบ-ไฮเดรต 70.65% เยื่อใย 0.23% ไขมัน 5.03% แร่ธาตุต่างๆ อีกมากมาย โดยเฉพาะฟอสฟอรัสซึ่งช่วยบำรุงกระดูกมีอยู่ในปริมาณสูงรวมทั้งวิตามินเอที่ช่วยบำรุงสายตา วิตามินบี 1 และวิตามินบี 2 โดยเฉพาะวิมามินบี 1 มีในปริมาณ มาก (มีมากกว่าข้าวกล้อง) ซึ่งช่วยแก้โรคเหน็บชาด้วย

 

จริงๆ แล้วนอกจาก มีคุณค่าทางสารอาหารมากมายอย่างที่กล่าวข้างต้นไปแล้วนั้น ลูกเดือยยังมีประโยชน์ เป็นยาลดน้ำตาล และ ไขมันในเลือด ลดความดันในเลือดได้ด้วย สามารถ ใช้เพิ่มภูมิต้านทาน ป้องกันหวัด นอกจากนี้ยังช่วยให้หลับง่าย และ อาจจะป้องกัน มะเร็ง ได้ด้วย

ออกกำลังกาย มีประโยชน์อะไรบ้างรู้หรือป่าว

ผลต่อโรคความดันโลหิตสูง(140/90)

ผู้ที่ไม่ออกกำลังกายจะมีโอกาศเป็นความดันโลหิตสูงเพิ่มขึ้น 35%
การออกกกำลังอย่างสท่ำเสมอจะลดทั้งความดัน systole และ diastole อย่างชัดเจน
คนไข้ที่มีความดันโลหิตสูงที่ออกกำลังอย่างสม่ำเสมอจะมีอัตราการเสี่ยงชีวิตจากโรคแทรกซ้อน น้อยกว่าผู้ที่ไม่ได้ออกกำลัง
การออกกำลังจะช่วยเพิ่มอายุ 1-1.5ปี

ผลต่อโรคเส้นเลือดสมอง

อัตราการเกิดโรคหลอดเลือดสมองลดลงเมื่ออกกำลังกายเพิ่มขึ้น
เมื่อขึ้นบันไดวันละ 20 ขั้นจะลดอัตราการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดลงร้อยละ 20
ผู้ที่ออกกกำลังกายโดยการเดินเร็วๆสัปดาห์ละ 3 ชั่วโมงจะมีอุบัติการของโรคหัวใจและหลอดเลือดลดลงร้อยละ 40

ผลต่อโรคเบาหวาน

ผู้ที่ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะมีโอกาสการเกิดโรคเบาหวานลดลงร้อยละ 42
ผู้ออกกกำลังมากจนกระทั่งเหงื่อออก 1 ครั้งต่อสัปดาห์จะมีอุบัติการของการเกิดโรคเบาหวานลดลงร้อยละ 22

ผลต่อหัวใจ

ผู้ที่ไม่ออกกำลังกายจะมีโอกาศเสียชีวิตเป็นสองเท่าของผู้ที่ออกกำลังกาย
การออกกำลังกายจะทำให้เลือดไปเลี้ยงหัวใจเพิ่มขึ้น
การออกกำลังกายจะทำให้หัวใจสะสมพลังงานไว้ใช้เมื่อเวลาหัวใจต้องทำงานหนัก
เพิ่มความแข็งแรงในการบีบตัวของหัวใจ
ลดระดับไขมันในเลือด เพิ่มระดับ HDL (ซึ่งเป็นไขมันที่ดี)
ลดระดับความดันโลหิต ลดการเต้นของหัวใจ ทำให้หัวใจทำงานน้อยลง
ผลต่อภูมิคุ้มกัน

การออกกำลังกายปานกลางจะลดการเกิดโรคทางเดินหายใจลงร้อยละ 29
สำหรับการออกกำลังกายอย่างหนัก เช่นการวิ่งมาราธอน พบว่ามีการติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น
นอกจากนั้นการเจาะเลือดพบว่าผู้ออกกำลังกายจะมีการอักเสบลดลง( creactive proteine)

ผลต่อมะเร็ง

การออกกำลังกายจะลดการเกิดโรคมะเร็งได้ร้อยละ 46
ผลต่อคุณภาพชีวิต

การออกกำลังกาย 1500 กิโลแครอรีต่อสัปดาห์(ออกกำลังกายหนักปานกลาง)จะเพิ่มอายุ 1.57 ปีและลดอุบัติการการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรลงร้อยลง 67
สำหรับผู้สูงอายุทุก 1 ไมล์ที่เดินจะลดอุบัติการเสียชีวิตลงร้อยละ 19
การออกกกำลังอย่างสม่ำเสมอ(อายุ 45-84)จะลดการเสียชีวิตร้อยละ 18
การออกกำลังกายและโรคซึมเศร้า

โรคซึมเศร้าและโรคอ้วนมักจะมีสาเหตุร่วมกันได้แก่ ความเครียด ความวิตกกังวล และการมองว่าตัวเองด้อยค่า การออกกำลังกายจะทำให้มีการเพิ่มของ serotonin และ endorphins ซึ่งสารทั้งสองจะทำให้ลดความเครียด ลดความกังวล และเชื่อว่าการออกกำลังกายจะรักษาโรคซึมเศร้าในกรณีที่เป็นไม่มาก

การนอนหลับ

การออกกำลังกายจะทำให้การนอนหลับดีขึ้น

กดจุดหน้าเด้ง

เอาเคล็ดลับดีๆ สำหรับสาว ที่อยากสวย หน้าเด้งดูอ่อนวัยมาฝากกันค่ะ

การกดจุดลงบนบริเวณใบหน้าเป็นเทกกระชับการยกกระชับหน้า โดยใช้นิ้วกลางกดทั้งหมด 5 จุด

เริ่มจาก 1.ตรงกลางระหว่างคิ้ว

2.คาง

3.ขมับทั้ง 2 ข้างบริเวณหางตา

4.หัวตาทั้ง 2 ข้าง  

5.ใต้โหนกแก้ม 

การกดจุดควรทำประจำ สามารถทำได้ทั้งเช้าและเย็นเลยนะคะ เผื่อให้ผิวผ่อนคลาย และถ้าให้ดีควรใช้ควบคู่ผลิตภัณฑ์ที่ดีด้วยค่ะ

 

ข้อมูจาก ผลิตภัณฑ์โซลวาซู บริษัท อมอร์แปซิฟิค (ประเทศไทย) 

ทำงานไปก็ออกกำลังกายได้นะจ๊ะ

ช่วงนี้อ้วนขึ้น หาเวลาออกกำลังกายไม่ค่อยได้  ลองเปลี่ยนมาออกกำลังกายที่ทำงานกันดูนะ

รับรองช่วงได้เยอะเลยจ้า

ลองทำแบบนี้ดูนะ

1.เคี้ยวบำบัด:ขณะที่กินอาจก็จัดระเบียบโดยขยับเหงือกเคี้ยวข้าวแต่ละคำอย่างน้อย 10 ครั้ง จะมีผลให้สมองได้บริหารเกิดการเผาผลาญแคลอรี่

2. เดิน: การเดินคือการออกกำลังที่ดีที่สุดจะเดินจากออฟฟิศไปทานข้าวหรือเดินไปถ่ายเอกสาร ขอให้ติดเครื่องนับก้าวไว้เพื่อจะได้กะจำนวนเดินที่ดีต่อสุขภาพได้ถูก โดยวันหนึ่งควรเดินให้ได้อย่างน้อย 1,000 ก้าว

3. เกร็ง: นั่งทำงานนานๆ ไม่มีเวลาออกไปพักสายตาใช้วิธีการหลับตาแล้วเกร็งกล้ามเนื้อเป็นส่วนๆ เกร็งกล้ามต้นแขนนับ1ถึง10 จากนั้นเกร็งต้นขานับ1ถึง10 เช่นกันแล้วสลับกันเช่นนี้ หรือถ้าปวดต้นคอให้ใช้วิธีเกร็งหน้าต้านมือ

4.แกว่งแขน: ให้แกว่งสบายๆ ข้างโต๊ะทำงานก็ได้ไม่ต้องแกว่งแรงให้แกว่งสักวันละ15นาที

5.หายใจ: การฝึกออกกำลังโดยการหายใจจะช่วยล้างพิษได้ เป็นการออกกำลังกายง่ายๆ คือให้หายใจเข้าลึกจนรู้สึกปอดตึงเต็มที่่ก่อนที่จะค่อยๆ ผ่อนออกให้ช้าที่สุดนับเป็น 1 ครั้ง

คำฝอย หรือ Safflower ช่วยลดน้ำหนัก

สรรพคุณแยกตามส่วนต่างๆ ดังต่อไปนี้ค่ะ

ดอก หรือ กลีบที่เหลืออยู่ที่ผล
– รสหวาน บำรุงโลหิตระดู แก้น้ำเหลืองเสีย แก้แสบร้อนตามผิวหนัง
– บำรุงโลหิต บำรุงหัวใจ บำรุงประสาท ขับระดู แก้ดีพิการ
– โรคผิวหนัง ฟอกโลหิต
– ลดไขมันในเส้นเลือด ป้องกันไขมันอุดตัน

เกสร
– บำรุงโลหิต ประจำเดือนของสตรี

เมล็ด
– เป็นยาขับเสมหะ แก้โรคผิวหนัง ทาแก้บวม
– ขับโลหิตประจำเดือน
– ตำพอกหัวเหน่า แก้ปวดมดลูกหลังจากการคลอดบุตร

น้ำมันจากเมล็ด
– ทาแก้อัมพาต และขัดตามข้อต่างๆ

ดอกแก่
– ใช้แต่งสีอาหารที่ต้องการให้เป็นสีเหลือง

ข้อควรระวัง คือ หญิงมีครรภ์ ห้ามรับประทาน

กิน”ยา” ตอนไหนเหมาะและมีคุณภาพมากที่สุด

เวลาไม่สบายไปหาหมอ มักจะได้ยากกลับบ้านเพื่อมาทานต่อ ที่นี้มักจะมีการแยกประเภทยา อย่างเช่น ทานก่อนอาหาร หลังอาหาร ทราบหรือป่าวค่ะ ต้องทานก่อนหรือหลังกี่นาที มาดูกันค่ะว่าต้องทานยังไง

ยาก่อนอาหาร เป็นยาที่กินในช่วงที่ท้องว่าง คือ กินยาก่อนกินอาหารอย่างน้อย 30 นาที (จะกินก่อนอาหาร 1 ชั่วโมง 2 ชั่วโมงก็ได้) เนื่องมาจากการกินยาประเภทนี้ในช่วงที่ท้องว่าง จะทำให้ประสิทธิภาพของยาไม่ลดลง เนื่องจากกรดในกระเพาะอาหาร อาหาร และส่วนประกอบอื่นๆ อาจจะไปลดการดูดซึมยาเข้าสู่ร่างกาย แต่ถ้าหากลืมกินยาก่อนอาหาร ก็ให้กินอาหารไปก่อนได้เลย แล้วรอให้กระเพาะย่อยให้เสร็จก่อน (ประมาณ 2 ชั่วโมง) จึงค่อยกินยานั้นทีหลัง

ยาหลังอาหาร สามารถกินได้พร้อมกับอาหาร หรือก่อนกินอาหารคำแรก หรือกินหลังอาหารทันทีก็ได้ แต่ไม่ควรกินหลังอาหารเกิน 15 นาที เนื่องจากว่ายาชนิดนี้ต้องการกรดในกระเพาะไปช่วยในการดูดซึมตัวยา สำหรับใครที่ลืมกินยาหลังอาหาร ควรจะรอกินหลังอาหารในมื้อถัดไป หรืออาจจะกินอาหารว่างไปรองท้องก่อนแล้วค่อยกินยาตามก็ได้

ยาก่อนนอน ควรกินก่อนนอนประมาณ 15-30 นาที เนื่องจากยาชนิดนี้มีผลข้างเคียงทำให้ง่วงนอนหรือเวียนหัวมากๆ ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 15-30 นาที จึงจะออกฤทธิ์

ยารับประทานเวลามีอาการ ก็ควรจะกินเวลาที่มีอาการจริงๆ เท่านั้น โดยในฉลากยามักระบุไว้ว่า ให้กินยาทุก 4-6 ชั่วโมง หรือทุก 8 ชั่วโมง เวลามีอาการ ซึ่งเมื่อมีอาการก็สามารถกินยาได้เลยโดยไม่ต้องคำนึงถึงมื้ออาหาร สามารถกินยาซ้ำได้หากยังมีอาการอยู่โดยมีระยะเวลาห่างกันตามที่ฉลากระบุไว้ และเมื่อหายจากอาการแล้วสามารถหยุดยาได้เลย

สับปะรด ล้างพิษ

สาวๆ ที่ชอบทำ ดีท็อกซ์ (Detox) ลองหันมาทาน สับปะรด ไม่เจ็บตัว ราคาไม่แพงด้วยนะคะ  เพราะว่าสับปะรด มีแอนตี้ออกซิแดนท์อย่างวิตามินบีและซี รวมถึงแร่ธาตุเพื่อการ ดีท็อกซ์ (Detox) อย่างทองแดงและแมงกานีส

ถ้าคุณเป็นคนชอบทานผลไม้ สับปะรดถือว่าเป็นทางเลือกที่ไม่เลวเลยค่ะ