ออกกำลังกาย มีประโยชน์อะไรบ้างรู้หรือป่าว

ผลต่อโรคความดันโลหิตสูง(140/90)

ผู้ที่ไม่ออกกำลังกายจะมีโอกาศเป็นความดันโลหิตสูงเพิ่มขึ้น 35%
การออกกกำลังอย่างสท่ำเสมอจะลดทั้งความดัน systole และ diastole อย่างชัดเจน
คนไข้ที่มีความดันโลหิตสูงที่ออกกำลังอย่างสม่ำเสมอจะมีอัตราการเสี่ยงชีวิตจากโรคแทรกซ้อน น้อยกว่าผู้ที่ไม่ได้ออกกำลัง
การออกกำลังจะช่วยเพิ่มอายุ 1-1.5ปี

ผลต่อโรคเส้นเลือดสมอง

อัตราการเกิดโรคหลอดเลือดสมองลดลงเมื่ออกกำลังกายเพิ่มขึ้น
เมื่อขึ้นบันไดวันละ 20 ขั้นจะลดอัตราการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดลงร้อยละ 20
ผู้ที่ออกกกำลังกายโดยการเดินเร็วๆสัปดาห์ละ 3 ชั่วโมงจะมีอุบัติการของโรคหัวใจและหลอดเลือดลดลงร้อยละ 40

ผลต่อโรคเบาหวาน

ผู้ที่ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะมีโอกาสการเกิดโรคเบาหวานลดลงร้อยละ 42
ผู้ออกกกำลังมากจนกระทั่งเหงื่อออก 1 ครั้งต่อสัปดาห์จะมีอุบัติการของการเกิดโรคเบาหวานลดลงร้อยละ 22

ผลต่อหัวใจ

ผู้ที่ไม่ออกกำลังกายจะมีโอกาศเสียชีวิตเป็นสองเท่าของผู้ที่ออกกำลังกาย
การออกกำลังกายจะทำให้เลือดไปเลี้ยงหัวใจเพิ่มขึ้น
การออกกำลังกายจะทำให้หัวใจสะสมพลังงานไว้ใช้เมื่อเวลาหัวใจต้องทำงานหนัก
เพิ่มความแข็งแรงในการบีบตัวของหัวใจ
ลดระดับไขมันในเลือด เพิ่มระดับ HDL (ซึ่งเป็นไขมันที่ดี)
ลดระดับความดันโลหิต ลดการเต้นของหัวใจ ทำให้หัวใจทำงานน้อยลง
ผลต่อภูมิคุ้มกัน

การออกกำลังกายปานกลางจะลดการเกิดโรคทางเดินหายใจลงร้อยละ 29
สำหรับการออกกำลังกายอย่างหนัก เช่นการวิ่งมาราธอน พบว่ามีการติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น
นอกจากนั้นการเจาะเลือดพบว่าผู้ออกกำลังกายจะมีการอักเสบลดลง( creactive proteine)

ผลต่อมะเร็ง

การออกกำลังกายจะลดการเกิดโรคมะเร็งได้ร้อยละ 46
ผลต่อคุณภาพชีวิต

การออกกำลังกาย 1500 กิโลแครอรีต่อสัปดาห์(ออกกำลังกายหนักปานกลาง)จะเพิ่มอายุ 1.57 ปีและลดอุบัติการการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรลงร้อยลง 67
สำหรับผู้สูงอายุทุก 1 ไมล์ที่เดินจะลดอุบัติการเสียชีวิตลงร้อยละ 19
การออกกกำลังอย่างสม่ำเสมอ(อายุ 45-84)จะลดการเสียชีวิตร้อยละ 18
การออกกำลังกายและโรคซึมเศร้า

โรคซึมเศร้าและโรคอ้วนมักจะมีสาเหตุร่วมกันได้แก่ ความเครียด ความวิตกกังวล และการมองว่าตัวเองด้อยค่า การออกกำลังกายจะทำให้มีการเพิ่มของ serotonin และ endorphins ซึ่งสารทั้งสองจะทำให้ลดความเครียด ลดความกังวล และเชื่อว่าการออกกำลังกายจะรักษาโรคซึมเศร้าในกรณีที่เป็นไม่มาก

การนอนหลับ

การออกกำลังกายจะทำให้การนอนหลับดีขึ้น

เคล็ดลับเลือกชุดว่ายน้ำ ตามหุ่นของสาวแต่ละแบบค่ะ

เทคนิคเลือกวันพีซ
ชุดว่ายน้ำแบบวันพีช (1 piece) หากคุณเป็นสาวที่มีหน้าอกเล็ก แฟบ เป็นไม้กระดานละก็ คุณควรจะเลือกชุดว่ายน้ำแบบวันพีช(1 piece) ที่มีทรงเสริมในตัว เพื่อรูปร่างที่ดูดีสมส่วน หรือ ถ้าคุณเป็นสาวขาสั้น มะขามข้อเดียว ควรใส่ชุดว่ายน้ำแบบวันพีช ที่มีขาเว้าสูงขึ้นไป เพื่อทำให้ดูขายาวเรียวขึ้นนะ

 

ชุดว่ายน้ำทูพีช
ชุดว่ายน้ำทูพีช

เทคนิคเลือกทูพีซ
เริ่มจากสาวหน้าอกเล็ก

ชุดว่ายน้ำทูพีช แบบคอวี
ชุดว่ายน้ำทูพีช แบบคอวี

ควรเลือกชุดที่มีฟองน้ำเสริมทรงหรือโครง และมองหาชุดที่มีลูกเล่นตรงช่วงอก อย่างเสื้อแบบคอวี มีจีบรูดบริเวณใต้หน้าอก หรือเลือกเนื้อผ้าลายขวาง ส่วนสาวที่มีหน้าอกเต็มอิ่ม ควรเลือกชุดที่มีสายกว้างและวงแขนแคบ เพื่อช่วยกระชับทรง เลือกแบบผูกหรือคล้องคอจะช่วยให้หน้าอกดูสวยเป็นพิเศษ
สาวหน้าอกภูเขาไฟ

ชุดว่ายน้ำ แบบอกภูเขาไฟ
ชุดว่ายน้ำ แบบอกภูเขาไฟ

ควรเลือกชุดว่ายน้ำแบบคล้องคอ มีแบบเก๋ๆให้เลือกเพียบ ใครจะเลือกแบบทูพีซ (2 pieces) เน้นชุดที่มียางยืดใต้หน้าอกหนาๆเล็กน้อย หรือจะเป็นแบบมีโครงก็จะช่วยเก็บทรงให้ดูดีขึ้นด้วยอีกแน่ะ

 

ส่วนสาวที่มีปัญหากับช่วงล่าง เช่น สะโพกใหญ่

ชุดว่ายน้ำแบบกระโปรง ทูนิก
ชุดว่ายน้ำแบบกระโปรง ทูนิก

ควรเลือกชุดที่มีสีเข้ม ตรงช่วงล่าง สีอ่อนช่วงบน ถ้ามีต้นขาค่อนข้างใหญ่ให้เลือกชุดที่เป็นแบบกระโปรง เพื่อช่วยพรางบริเวณต้นขา ส่วนใครที่มีช่วงตัวยาว ควรเลือกชุดที่มีลายพิมพ์ท่อนบนและสีพื้นท่อนล่าง หรือชุดที่มีลายตามแนวขวางจะช่วยพรางช่วงตัวที่ยาวเกินไป

 

เคล็ดลับสุดท้ายสำหรับ สาวๆ ที่กังวลเรื่องมีพุง เอวหนา

ชุดว่ายน้ำแบบทูพีช แบบกระโปรง
ชุดว่ายน้ำแบบทูพีช แบบกระโปรง

ควรเลือกชุดที่เป็น “ทูนิก” หรือแบบบานรอบตัว เพราะจะช่วยเบี่ยงความสนใจจากตรงพุงไปยังสะโพก หาชุดที่มีเส้นแนวตั้งหรือลวดลายเล็กๆ ทั้งตัว จะช่วยพรางได้มากขึ้น

เม็ดแมงลัก ช่วยลดน้ำหนัก ทำให้หุ่นดีได้ค่ะ

เม็ดแมงลัก  หรือ ภาษาอังกฤษ เรียกว่า Hairy Basil ถือเป็นสมุนไพรชนิดนึงที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ช่วยส่งเสริมระบบทางเดินอาหารให้ขับถ่ายดีขึ้น  ให้ไฟเบอร์สูง แถมยังช่วยขับคอเลสเตอรอลไม่ดีออกจากร่างกาย โดยเส้นใยของแมงลักจะดูดซับไขมันไว้

ลักษณะเด่นของเม็ดแมงลัก เพราะว่าเม็ดแมงลักไม่ก่อให้เกิดพลังงาน ไม่ทำให้อ้วนค่ะ สามารถทานเป็นของว่างได้ โดยเม็ดแมงลักนั้น สามารถพองตัวได้ถึง 45 เท่า ถ้าเพื่อนๆ ที่สนใจจะลดน้ำหนัก สามารถทานเม็ดแมงลักก่อนทานอาหาร สักครู่ เพื่อเวลาทานอาหารจะได้อิ่มท้องไว

เวลาทานแบบช่วยเรื่องระบบขับถ่าย

ตักเม็ดแมงลัก 1-2 ช้อนชา แช่น้ำ 1 แก้วใหญ่ ทิ้งไว้จนกว่าจะพองเต็มที่ แล้วนำมารับประทานก่อนนอนค่ะ  สามารถทานได้ทุกวัน หรือ 3-4 วันต่อสัปดาห์นะคะ

เวลาทานแบบช่วยเรื่องลดน้ำหนัก

ส่วนคนที่่ต้องการลดน้ำหนัก 50-60 กิโลกรัม ให้ตักเม็ดแมงลัก 2 ช้อนชา แช่น้ำ 1 แก้วใหญ่  ทิ้งไว้จนกว่าจะพองเต็มที่ ทานก่อนอาหาร ทดแทนอาหารเป็นบางมื้อ จะช่วยป้องกันการดูดซึมน้ำตาลในอาหารมื้อนั้นไม่ให้เข้าสู่กระแสเลือด ถ้าน้ำหนักมากกว่านี้ให้เพิ่มตามส่วนได้เลยค่ะ

 

ข้อที่ควรจะระมัดระวัง

ก่อนรับประทานควรจะมั่นใจก่อนว่าเม็ดแมงลักพองตัวเต็มที่แน่นอนแล้วค่ะ

ไม่ควรทานเม็ดแมงลักนี้พร้อมกับทานยานะคะ เดี๋ยวจะไม่ได้รับประโยชน์จากยาได้เต็มที่ค่ะ

ไม่ควรทานตลอดเวลาเพราะว่าจะไม่ได้สารอาหารเข้าสู่ร่างกาย ควรเว้นว่างบ้างมื้อค่ะ

 

ถั่วดำ อุดมไปด้วยประโยชน์

ถั่วดำ อุดมไปด้วยประโยชน์นานาชนิด นะคะ  ช่วยให้คุณมีสุขภาพที่แข็งแรงได้เหมาะกับ ผู้ที่มีอาการบวมน้ำ เหน็บชา ดีซ่าน ไตเสื่อม ปวดเอว และลดน้ำหนักค่ะ

สารอาหารสำคัญที่อุดมใน ถั่วดำ ก็คือ มีโปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต แคโรทีน ไนอะซิน วิตามินบี 1 และบี 2 สารที่ช่วยบรรเทาอาการปวดลำไส้เล็ก โฟเลท แมกนีเซียม กรดแอลฟาลิโนริอิค วิตามิน บี 6 และเส้นใย จ้า…

 

เคล็ดลับดูแลหุ่นสวยของ มิลค์ รรินดา คคนะ

เคล็ดลับหุ่นสวย: โดยส่วนใหญ่ มิลค์จะพยายามไม่ทานอาหารที่มีคอเรสเตอรอลสูง จะเน้นผักและผลไม้เป็นหลัก แล้วก็จะออกกำลังควบคู่ไปด้วย ทั้ง วิ่ง ว่ายน้ำ และซิทอัพค่ะ  

เตรียมตัวมายังไงบ้าง: ก่อนถ่ายแบบทุกครั้ง มิลค์จะงดอาหารจำพวกแป้งค่ะ และจะทานแต่ผัก ผลไม้อย่างเดียว รวมถึงออกกำลังกายด้วยค่ะ maxim mill

 

maxim mill 2012บทความจาก Maxim.in.th

 

 

การตรวจสุขภาพประจำปี นั้นสำคัญไฉน

ตอนนี้คนเรามักจะมีเสี่ยงต่อการเป็นโรคมากมาย ทั้งที่ในปัจจุบันนี้ล้วนแล้วแต่ มีสิ่งอำนวยความสะดวกรวดเร็ว แต่โรคภัย ไข้เจ็บ ต่างๆ ก็เกิดขึ้นมาใหม่ แข่งกับความเจริญทางวัตถุเช่นกัน ทำให้ สุขภาพ ร่างกายของเรานั้นยิ่งเสื่อมถอยลงไปทุกวัน ดังนั้น เราควรจะตรวจสุขภาพของเราทุกปี เพื่อเป็นการป้องกัน ไว้ก่อนที่จะสายเกินไป

มาชมกันว่าควรจะตรวจอะไรกันบ้าง

1. การวัดความดันโลหิต
เพื่อ ค้นหาว่ามีภาวะความดันโลหิตสูงหรือไม่ เนื่องจากบางรายอาจมีความดันโลหิตสูงโดยที่ยังไม่มีอาการแสดงที่ผิดปกติ

2. การประเมินดัชนีมวลกาย (Body Mass Index)
เพื่อ ประเมินความสมดุลระหว่างส่วนสูงและน้ำหนัก ซึ่งหากมีค่าดัชนีมวลกายสูงกว่าเกณฑ์ก็อาจก่อให้เกิดโรคต่างๆได้

3. การตรวจหมู่เลือด (Blood Group)
เพื่อทราบหมู่เลือดและเกิดความมั่นใจในการรับหรือบริจาคเลือด ซึ่งการรับหรือบริจาคเลือดจำเป็นที่จะต้องได้โลหิตหมู่ที่ถูกต้องตรงกัน

4. การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด Complete Blood Count)
เพื่อประเมินภาวะซีด ระดับความเข้มข้นของเลือด ซึ่งบางรายอาจไม่มีอาการแสดงที่ผิดปกติ

5. การตรวจระดับน้ำตาลในเลือด (Fasting Blood Sugar)
เพื่อประเมินภาวะการเป็นโรคเบาหวาน ซึ่งบางรายอาจมีความผิดปกติบางอย่างเกิดขึ้นแล้วแต่ไม่เคยตรวจหาระดับน้ำตาลในเลือด นอกจากนั้นโรคเบาหวานยังสามารถถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ได้ด้วย

6. การตรวจความสมบูรณ์ของปัสสาวะ (Urine Analysis)
เพื่อค้นหาความผิดปกติของระบบทางเดินปัสสาวะ เช่น การติดเชื้อ นิ่วในทางเดินปัสสาวะ เป็นต้น

7. การตรวจอุจจาระ (Stool Exam)
เพื่อตรวจหาความผิดปกติระบบขับถ่าย ตรวจหาเชื้อ และไข่พยาธิในทางเดินอาหาร ซึ่งจำเป็นอย่างมากโดยเฉพาะผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับการปรุง การเตรียมอาหาร เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีการแพร่พยาธิลงไปในอาหาร

8. การเอกซเรย์ทรวงอก (Chest X-Ray)
เพื่อค้นหาความผิดปกติของปอด เยื่อหุ้มปอด และกระดูกทรวงอก โดยเฉพาะผู้ที่สูบบุหรี่ หรือทำงานในสภาพแวดล้อมที่มีฝุ่น ควัน ไอระเหย ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดโรค เช่น โรคถุงลมโป่งพอง วัณโรค และโรคอื่น ๆ

9. การตรวจการทำงานของตับ (SGOT, SGPT, ALK.P.)
เพื่อตรวจหาความผิดปกติในการทำงานของตับ เช่น มีภาวะตับอักเสบ หรือไม่ ซึ่งการอักเสบของนี้ อาจมีสาเหตุได้จากเชื้อไวรัสตับอักเสบ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ การรับประทานยาบางชนิด เป็นต้น นอกจากนั้นค่าของ ALK.P. ยังบ่งชี้ภาวะการทำลายกระดูก หรือการมีก้อนเนื้อในร่างกายได้อีกด้วย

10. การตรวจการทำงานของไต (BUN, CR)
เพื่อตรวจระดับสารเคมีในเลือดที่ไตต้องกรองออกจากร่างกายว่ามีระดับสูงเกินปกติหรือไม่ หากมีระดับของสารเคมี
ชนิดนี้สูง ก็อาจมีภาวะไตเสื่อม หรือไตวายได้

42-1

11. การตรวจระดับกรดยูริค (Uric Acid)
เพื่อตรวจหาโรคเก๊าท์ หรืออาจเป็นสาเหตุของโรคนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะก็ได้ ผู้ที่ชอบรับประทานสัตว์ปีก เครื่องในสัตว์ หน่อไม้ มักจะเสี่ยงต่อการมีระดับกรดยูริคสูง

12. การตรวจระดับไขมันโคเลสเตอรอล, ไตรกลีเซอไรด์ (Cholesterol, Triglyceride)
เพื่อตรวจหาระดับไขมันที่เป็นสาเหตุของโรคหลอดเลือดหัวใจ หรือหลอดเลือดสมองอุดตันซึ่งมีอันตรายมาก ผู้ที่ชอบรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง ปลาหมึก หอยนางรม ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ประจำ มักมีความเสี่ยงต่อการมีไขมันในเลือดสูง

13. การตรวจระดับไขมันความหนาแน่นสูง (High-Density Lipoprotein)
เพื่อตรวจหาระดับไขมันชนิดที่ดี ซึ่งสามารถป้องกันโรคหลอดเลือดอุดตันได้ ไขมันชนิดนี้จะมีได้โดยการออกกำลังกายสม่ำเสมอ

14. การตรวจระดับไขมันความหนาแน่นต่ำ (Low-Density Lipoprotein)
เพื่อหาระดับไขมันชนิดที่ไม่ดี ซึ่งเป็นอีกสาเหตุหนึ่งของโรคหลอดเลือดอุดตัน

15. การตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี (HBs Ag)
เพื่อค้นหาว่าร่างกายของเราเคยได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี แล้วหรือยัง ซึ่งโรคไวรัสตับอักเสบ บี นี้ หากมีอาการเจ็บป่วยก็จะส่งผลเสียหายอย่างมากต่อการทำงานและร่างกายของบุคคลนั้น

16. การตรวจหาภูมิคุ้มกันไวรัสตับอักเสบ บี (Anti HBs)
เพื่อหาว่าร่างกายหลังจากมีการรับเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี เข้ามาแล้ว มีการสร้างภูมิต้านทานขึ้นมาเองตามธรรมชาติแล้วหรือยัง ซึ่งหากยังไม่มีภูมิคุ้มกัน ก็จำเป็นที่จะต้องรับการฉีดวัคซีนเพื่อสร้างภูมิต้านทานขึ้นมา

17. การตรวจหาสารบ่งชี้มะเร็งต่อมลูกหมาก (PSA)
เพื่อตรวจหาระดับสารชนิดหนึ่งในเลือด ที่จะบ่งชี้ว่ามีความผิดปกติของมะเร็งต่อมลูกหมากหรือไม่ หากมีความผิดปกติก็จำเป็นที่จะต้องรับการวินิจฉัยและรักษาเพิ่มเติม

18. การตรวจหาสารบ่งชี้มะเร็งตับ (Alpha Fetoprotein)
เพื่อตรวจหาระดับสารชนิดหนึ่งในเลือด ที่จะบ่งชี้ว่ามีความผิดปกติของมะเร็งตับหรือไม่ หากมีความผิดปกติก็จำเป็นที่จะต้องรับการวินิจฉัยและรักษาเพิ่มเติม

19. การตรวจมะเร็งปากมดลูก (Pap smear , Thin prep)
เพื่อตรวจหาเซลล์เนื้อเยื่อที่บริเวณปากมดลูกว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์มะเร็งหรือไม่ หากพบในระยะเริ่มต้นก็สามารถรักษาให้หายได้ สตรีที่แต่งงานแล้วหรืออายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป จำเป็นต้องได้รับการตรวจหามะเร็งปากมดลูก

20. การตรวจมะเร็งเต้านม (Mammogram)
เพื่อตรวจหาก้อนเนื้อที่ผิดปกติในเต้านม และวินิจฉัยเพิ่มเติมว่าเป็นมะเร็งเต้านมหรือไม่ สตรีที่เคยให้นมบุตรหรืออายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป จำเป็นต้องได้รับการตรวจหามะเร็งเต้านม

21. การตรวจทางเดินอาหารส่วนต้น (Upper GI Series)
เพื่อค้นหาว่ามีก้อนเนื้อ การอักเสบ และลักษณะความผิดปกติของระบบทางเดินอาหารส่วนต้นอย่างอื่น ๆ หรือไม่

22. การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG)
เป็นการตรวจและบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจเพื่อตรวจสอบเบื้องต้นว่ากล้ามเนื้อ และหลอดเลือดหัวใจมีความผิดปกติหรือไม่ ผู้ที่เคยมีอาการเจ็บ เสียว แน่นหน้าอกบ่อยๆ ควรรับการตรวจคลื่นหัวใจไฟฟ้า

23. การตรวจสมรรถภาพหัวใจโดยการวิ่งสายพาน (EST)
เป็นการตรวจวัดการทำงานของหัวใจโดยละเอียด ซึ่งใช้ประกอบการวินิจฉัย โรคหลอดเลือดหัวใจ ลิ้นหัวใจ กล้ามเนื้อหัวใจ ว่ามีความผิดปกติอย่างไร ผู้ที่ทำงานในภาวะเครียดสูงและเคยมีอาการเจ็บ แน่นหน้าอก ควรรับการตรวจสมรรถภาพหัวใจ

24. การตรวจวัดความหนาแน่นกระดูก (Bonedensity)
เป็นการตรวจหาภาวะกระดูกบาง กระดูกพรุน ที่อาจพบได้ในผู้ที่มีอายุมากขึ้น โดยเฉพาะเพศหญิงจะมีความเสี่ยงต่อภาวะกระดูกเปราะบางและอาจเกิดกระดูกหักเองได้เมื่อสูงอายุ

25. การตรวจความยืดหยุ่นของเส้นเลือด (ABI)
เป็นการประเมินความเสี่ยงของการอุดตันของเส้นเลือดแดงตั้งแต่เริ่มแรก ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง และการสูบบุหรี่ล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดหลอดเลือดแดงแข็ง และอุดตันได้

พอทราบกันอย่างนี้แล้วอย่าลืมดูแลสุขภาพ มั่นตรวจสุขภาพกันหน่อยนะคะ

มารู้จัก ข้าวกล้อง กันเถอะ

ข้าวกล้อง (Brown rice) หรือ ข้าวซ้อมมือ หรือ ข้าวซ้อม เป็นข้าวที่ไม่ได้ผ่านการขัดสี แต่เป็นผ่านกระบวนการเอาเปลือกออก หรือ ที่เราเรียกกันว่าแกลบ เมล็ดข้าวนั้นจึงไม่มีสีข้าวแบบ ข้าวสารปกติ (ข้าวที่มีเม็ลดสีขาว) ที่เรานิยมทานกัน แต่ข้าวที่ทานแล้วมีประโยชน์กับร่างกายของเรา คือ ข้าวชนิดที่ยังไม่ได้ผ่านการขัดสี หรือที่เราเรียกกันว่า ข้าวกล้อง นั้นเองค่ะ

ลักษณะของข้าวกล้อง จะมีสีน้ำตาล หรือ น้ำตาลแดง และยังมีจมูกข้าว และ เยื่อหุ้มเมล็ดข้าว(ที่เราเรียกกันว่า รำข้าว) อยู่ครบค่ะ ซึ่งตรงนี้แหละค่ะ ที่มีประโยชน์กับร่างกายของเรามากที่สุด

ข้าวกล้องมีโปรตีนประมาณ 7-12% (แล้วแต่พันธุ์ข้าว) นักค้นคว้าชื่อ โรสเดล (Rosedale) ได้วิเคราะห์ว่า การขัดสีข้าวกล้องจนมีสีขาว จะทำให้โปรตีนสูญหายไปประมาณ 30%

ประโยชน์มากมายของการกินข้าวกล้อง

•ได้วิตามินบีรวม ช่วยป้องกันและบรรเทาอาหารอ่อนเพลีย แขน ขาไม่มีแรง ปวดกล้ามเนื้อ โรคผิวหนังบางชนิด บำรุงสมอง ทำให้เจริญอาหาร

•ได้วิตามินบี 1 ซึ่งถ้ากินเป็นประจำจะช่วยป้องกันโรคเหน็บชาได้

•ได้วิตามินบี 2 ป้องกันโรคปากนกกระจอก

•ได้ฟอสฟอรัส ช่วยในการเจริญเติบโตของกระดูกและฟัน

•ได้แคลเซียม ทำให้กระดูกแข็งแรง ช่วยป้องกันไม่ให้เป็นตะคริว

•ได้ทองแดง สร้างเมล็ดโลหิต และเฮโมโกลบิน

ScreenHunter_01 May. 21 22.31

•ได้ธาตุเหล็ก ช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง

•ได้โปรตีน ช่วยเสริมสร้างส่วนที่สึกหรอ

•ได้ไขมัน ให้พลังงานแก่ร่างกาย ไขมันในข้าวกล้องเป็นไขมันที่ดี ไม่มีโคเรสเตอรอล

•ได้ไนอะซิน ช่วยระบบผิวหนังและเส้นประสาท และป้องกันโรคเพลลากรา (โรคที่เกิดจากการขาดไนอะซิน จะมีอาการท้องเสีย ประสาทไหว โรคผิวหนัง)

•ได้คาร์โบไฮเดรต ให้พลังงานแก่ร่างกาย

•ได้กากอาหาร ข้าวกล้องมีกากอาหารมาก ซึ่งจะทำให้ท้องไม่ผูก และช่วยป้องกันมะเร็งในลำไส้อีกด้วย

•วิตามินและเกลือแร่ต่างๆ ในข้าวกล้องจะช่วยให้ส่วนต่างๆ ของร่างกายทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

10 ผลไม้ลดความอ้วน

ผลไม้ที่ทานกันอยู่ มีบางชนิดที่ทำให้อ้วน ได้ อย่าง ทุเรียน ขนุน มะม่วง แต่ก็มีผลไม้ที่ทานแล้วไม่อ้วนอยู่ 10 ชนิดที่อยากแนะนำให้ทานกันดู รับรองว่าไม่อ้วนแน่นอนค่ะ แถมยังได้ผิวพรรณ เปร่งปรั่งอีกด้วยนะคะ งานนี้มีแต่คุ้มกับคุ้ม ทั้งหุ่นดี และ ผิวสวย ใส ค่ะ

app daiet

  1. กีวี
  2. มะเขือเทศ
  3. มะละกอ
  4. อะโวกาโด
  5. สับปะรด
  6. แอปเปิ้ล
  7. แตงโม
  8. ส้ม
  9. แครนเบอร์รี่
  10. เบอร์รี่

กระต่าย ทรรศิกา ยุติมิตร MISS MAXIM 2013 THE SEXY STAR ON STAGE

หลังจากผ่านรอบคัดเลือก 20 คน และทำกิจกรรมอันแสนเร่าร้อน ทั้งถ่ายแฟชั่น “บิกินี” ลงนิตยสาร MAXIM พร้อมบันทึกเทปรายการ M Midnight by MAXIM เนื้อหาสุดเร้าใจ กันไปอย่างเข้มข้น MISS MAXIM 2013 THE SEXY STAR ON STAGE ได้กลับขึ้นมาอวดโฉมบนเวทีการประกวดรอบตัดสิน ในค่ำคืนวัน วันพุธที่ 8 พฤษภาคม ที่ผ่านมา โดยบรรยากาศในงานถูกเนรมิตให้เป็นธีมเซ็กซี่ดีกรีเกินร้อยองศา เหล่าดารา เซเลบฯ หนุ่มหล่อ สาวสวย มาร่วมเป็นกรรมการและเชียร์สาวทั้ง 19 คน

Maxim sexy star 2013

งานนี้เปิดตัว 19 สาวในลานกิจกรรมหน้างาน เพื่อให้แขกและสื่อมวลชนได้เห็นกันอย่างเต็มตา พร้อมเพลินเพลิดไปกับเครื่องดื่มลีโอ และบูธกิจกรรมด้านหน้างาน โดยมีดีเจเชาเชา ดีเจโป้ง สองหนุ่มพิธีฝีปากกล้า ต่างก็คอยหยอดมุกป้อนความฮาตลอดจนถึงช่วงเดินประกวดบนเวทีด้านใน ก่อนจะได้เห็นสาวๆ ใส่ชุดว่ายน้ำตัวจิ๋ว MAXIM มี VTR ประมวลกิจกรรมทั้งหมดที่ผ่านมาให้ได้รับชมเพื่ออุ่นเครื่องความเร้าใจก่อน ตามด้วยไฮไลท์ผู้เข้าประกวดทั้ง 19 คน ได้โชว์ความเซ็กซี่กับบิกีนีตัวจิ๋ว ท่ามกลางแสง สี เสียง แบบจัดเต็ม พร้อมสัมภาษณ์พูดคุยในชุดบิกินี ช่วงนี้การันตีว่าแซ่บ! ตามด้วยการแสดงสุดเซ็กซี่ของเหล่า MISS MAXIM ปี 2006 – 2013 ก่อนปล่อยให้ทุกคนได้ลุ้นกับการประกาศชื่อ 10 สาวที่มีดีกรีลุ้นตำแหน่งในปีนี้

 

มาถึงช่วงสำคัญและเร้าใจเป็นที่สุด คือ การประกาศชื่อสาวสวยเซ็กซี่ผู้ได้รับตำแหน่ง คือ

Maxim 2013 3

รองอันดับ 2 #ปลานิล-หทัยรัตน์ นามปัญญา หมายเลข MX20

Maxim 2013 2

รองอันดับ 1 #จูน-ชณัฐกาจน์ แก้วมัศรี หมายเลข MX17

Maxim 2013 1

ตำแหน่ง MISS MAXIM 2013 ตกเป็นของ “น้องกระต่าย-ทรรศิกา ยุติมิตร” หมายเลข MX14 

 

ปิดท้ายค่ำคืนสุดฮอตด้วยการถ่ายรูปร่วมของสาวผู้ได้ตำแหน่งทั้งสี่คนกับสปอนเซอร์การประกวด และปล่อยให้เหล่าสื่อมวลชนและแฟนคลับได้ถ่ายรูปและพูดคุยอย่างเป็นกันเอง โดยหลังจากนี้สามารถติดตามผลงานของสาวสวยที่ได้รับตำแหน่งในปีนี้ได้ทางสื่อนิตยสาร ออนไลน์ และโทรทัศน์ในเครือ MAXIM พร้อมทั้งผลงานในวงการบันเทิงของน้องๆ ในอีกไม่ช้านี้

ซีแอลเอ (CLA) คืออะไร

ซีแอลเอ (CLA) คือ ชื่อที่เรียกกันย่อๆ ของ Conjugated Linoleic Acid ซึ่งเป็นกรดไขมันโครงสร้างแบบพิเศษ อยู่ในกลุ่ม ของกรดไขมันจำเป็นชนิดโอเมก้า-6 (Essential omega-6 Fatty Acid) ซึ่งเป็นกรดไขมันอีกรูปแบบหนึ่งของกรดไลโนเลอิค (Linoleic Fatty Acid) แต่มีโครงสร้างแตกต่างกันที่ตำแหน่งพันธะคู่ในโครงสร้างหลักค่ะ จากที่กล่าวมาคง งง กันละสิค่ะ ว่าแล้วมันมีประโยชน์ยังไง ลองอ่านต่อกันไปเลยค่ะ

สรุป CLA

  • เป็นกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัว พบได้ในเมล็ดดอกทานตะวันและดอกคำฝอย พบได้น้อยในอาหารประเภทเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากนม
  • ซีแอลเอมีหน้าที่นำไขมันเข้าสู่เซลล์ เพื่อเผาผลาญให้เกิดเป็นพลังงาน
  • ช่วยนำพากลูโคสเข้าสู่เซลล์ เพื่อนำไปเสริมสร้างกล้ามเนื้อ และเปลี่ยนเป็นพลังงานก่อนที่จะถูกเปลี่ยนไปเป็นไขมัน ส่งผลให้ลดปริมาณไขมันสะสมในร่างกายได้ จึงนิยมใช้กับโปรแกรมควบคุมน้ำหนัก (Body Weight Control Program) และผู้ที่ต้องการเสริมสร้างกล้ามเนื้อ
  • ซีแอลเอมีคุณสมบัติต้านการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน (Oxidative reaction) และยังช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรคอีกด้วย

เท่านี้คงพอเข้าใจและ ทราบถึงผลดีของ ซีแอลเอ (CLA) กันแล้วนะคะ